ผู้เขียน หัวข้อ: ชาติภพใดไม่ขอมีรัก-ตอนที่ 2 ไป๋ซือคือสตรีร้ายกาจ  (อ่าน 3 ครั้ง)

noneko

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 110
    • ดูรายละเอียด
   ‘ให้พี่สาวได้ร่วมงานเถิด ข้าจะบวชชี ชาติถพใดข้าก็ไม่ขอมีรักอีกแล้ว’
   คำตอบของเฉินไป๋ซือนับว่าเหลวไหลนักแต่กลับถูกใจฮูหยินใหญ่ยิ่งจนแอบลอบยิ้มอยู่หลังพัดอย่างแนบเนียน นางเกรงว่าลูกเลี้ยงที่แสนชังคิดแข่งขันกับลูกสาวของนางเพื่อยกฐานะตนเองเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงออกคำสั่งให้พวกสาวใช้คอยกลั่นแกล้งตลอดมา ตัวนางเองแค่วางเฉย นั่งจิบชาและปรายตามองอย่างหยามเหยียด
   นางอยากให้เด็กนี่หายไปจากโลกนี้เหมือนแม่กับน้องสาวของมันนักแต่ติดที่ว่าหากทำเช่นนั้นก็ไม่ทราบว่าผลสุดท้ายแล้วจะส่งผลร้ายกับนางแทนหรือไม่
   สามีไม่เอ่ยถามเรื่องลูกของเจินหลานเทียนที่นางสั่งให้นำไปทิ้งแต่ลับหลังกลับสั่งให้หน่วยข่าวกรองในค่ายทหารคอยสืบหาเด็กนั่นมาโดยตลอด หากไป๋ซือเป็นอะไรไปอีกคน เขาคงบั่นคอนางตายคาจวนแน่
   ฮูหยินใหญ่คิดไตร่ตรองดีแล้วจึงเลี้ยงลูกที่ยังเหลืออยู่ของนางแพศยานั่นไว้ใกล้ตัว อยู่ก็ไร้ความสุข อยู่ก็เหมือนตาย แต่นางจะไม่ยอมให้เด็กนี่ตายง่ายๆ หรอก
   มันต้องรับกรรมต่อจากแม่ของมันต่อไป ตลอดชีวิต!
   “เพ้ย! ได้อย่างไร เป็นสตรีก็ต้องแต่งงาน” แม่ทัพเฉินประมุขของบ้านร้องเสียงหลง
   นานๆ ครั้งแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเฉียนจะหลุดจากนิสัยเคร่งขรึมเย็นชา ครั้งนี้อาจเป็นเพราะได้ฟังลูกสาวคนรองกล่าววาจาหลุดจากกรอบของสตรีที่ดีงามออกมา
   เขาไม่ได้โกรธเคืองนางที่คิดเช่นนั้น หากอยู่ในจวนที่มีสตรีร้ายกาจเช่นภรรยาที่เขาตบแต่งด้วยอย่างไม่เต็มใจและยังถูกกลั่นแกล้งต่างๆ นานานย่อมต้องมีจิตใจอ่อนแอ เฉื่อยชา เพียงอยู่ไปวันๆ เท่านั้นอยู่แล้ว ตัวเขาเองยังไม่อยากจะอยู่ที่นี่เลย
   แม่ทัพเฉินรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในจวนทั้งหมดแต่กลับแสร้งปิดตาลงข้างหนึ่งเพื่อทิ้งทางให้ภรรยาที่เขาแสนเกลียดชังได้ถอยบ้างแต่หากวันใดนางทำเกินไปจริงๆ จนเส้นความอดทนของเขาขาดลงเมื่อใดละก็...
   รอยยิ้มเย็นชาดุจสิงโตขย้ำเหยื่อผุดขึ้นเล็กน้อยและหายไปอย่างรวดเร็ว
   “พี่ใหญ่แต่งให้องค์รัชทายาท เป็นหน้าตาให้สกุลเฉินแล้ว ลูกก็จะขอเอาดีในทางธรรม รักษาศีล สร้างกุศลให้ท่านแม่แทน ไม่ดีกว่าหรือคะท่านพ่อ?”
   เมื่อเอ่ยถึงมารดาที่ตายจากไป ฮูหยินใหญ่ก็หน้าตึงขึ้นเล็กน้อย เพราะมารดาของไป๋ซือคือคนที่แย่งชิงความรักของสามีไปจากนาง
   นางเด็กนี่รนหาที่เสียแล้ว นับแต่นางแพศยานั่นตายไป ในจวนแห่งนี้ไม่มีใครหาญกล้าเอ่ยถึงอีกด้วยเกรงว่าพายุอารมณ์ของฮูหยินใหญ่จะพัดถล่มจวนแม่ทัพ แต่นางเด็กนี่กลับเอ่ยถึงมารดาของตนขึ้นมาบนโต๊ะอาหาร!
   นางกำตะเกียบในมือแน่น หากบีบมันจนแหลกเป็นผุยผงได้คงทำไปแล้ว
   ไม่คิดร่วมงานเลี้ยงบุปผาแต่จะบวชชีอย่างนั้นหรือ ฝันไปเถิด! ชาตินี้หากเจ้าหวังสิ่งใดก็ตามข้าก็แย่งมันมา  ไม่ก็ทำลายมันทิ้งเสีย
   เจ้าต้องตายคาจวนนี้เฉกเช่นเดียวกับแม่ของเจ้า เฉินไป๋ซือ!
   แม่ทัพเฉินเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจู่ๆ เขาก็เอื้อมมือมาลูบศีรษะของลูกสาวของคนรองทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อนและกล่าวเสียงเรียบ
   “เรื่องนั้นคงทำให้เจ้าลำบากแล้ว แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็ต้องไปร่วมงานเลี้ยงบุปผาด้วยเพราะข้าได้ส่งชื่อพวกเจ้าไปทั้งคู่แล้ว จงอย่าได้ทำให้ข้าต้องลำบากใจเลย”
   หลังจากนั้นบนโต๊ะอาหารก็ไม่มีเสียงพูดคุยกันอีก พวกเขาต่างมีเรื่องในใจให้ต้องขบคิดมากมายอยู่แล้ว

   เป็นอันว่าธาราคงเลี่ยงไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงบุปผาลำบากแล้ว
   แต่เขาไม่คิดจะเตรียมตัวฝึกซ้อมดนตรี ศิลปะ หรือทำอะไรทั้งนั้นและในวันงานเลี้ยงจะพยายามทำตัวเงียบๆ ไม่โดดเด่นเพื่อไม่ให้ถูกเลือกอีกด้วย
   จะเป็นองค์รัชทายาทหรือลูกชายของขุนนางคนไหนเขาก็ไม่ขอแต่งด้วยหรอก!
   ธาราครุ่นคิดเรื่องนี้มาโดยตลอดแม้กระทั่งเวลาซักผ้า ทำกับข้าว ล้างจาน และปัดกวาดเช็ดถูเรือนต่างๆ ในจวน
   ส่วนสาเหตุที่เขาต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งทำงานบ้านหนักเหมือนเดิมนั่นก็เป็นเพราะจู่ๆ บิดาก็บอกว่ามีงานราชการด่วนและยังไม่มีกำหนดกลับจวนยังไงล่ะ
   เขาชินกับเรื่องนี้แล้วเพราะถูกเรียกตัวให้ไปช่วยงานในจวนตั้งแต่สองสามขวบ ชาติก่อนก็เคยช่วยแม่ทำงานบ้านเหมือนกันก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าถูกรังแกเหมือนเป็นนางซินในนิทานชื่อดังนั่นหรอก เขาเป็นผู้ชาย แม้ตอนนี้ก็ยังคิดว่าเป็นอยู่ จะให้โต้ตอบกลับก็ไม่ใช่นิสัยของเขาด้วย เขาจึงก้มหน้าก้มตาทำงานบ้านมาตลอด
   อย่างน้อยก็มีที่ซุกหัวนอนจนกว่าจะหาลู่ทางให้ตัวเองในอนาคตได้
   แต่ดูเหมือนช่วงนี้จะถูกแกล้งหนักข้อขึ้น เสี่ยวชิงที่ควรจะกลับไปนอนที่เรือนใหญ่ได้แล้วก็ไม่ยอมกลับ นางยังคงยึดครองเตียงของธาราเป็นที่นอน ทิ้งให้เจ้าของเรือนผู้น่าสงสารต้องนอนอยู่กับพื้นเย็นๆ ทุกค่ำคืนไม่พอ ตอนนี้กระทั่งงานของผู้ชายอย่างดูแลสวน ตัดแต่งกิ่งไม้ แบกของ ก็ต้องให้เขาไปช่วยทำด้วย
   ธาราคิดว่าคงเป็นเพราะฮูหยินใหญ่เห็นเขาเป็นคู่แข่งที่จะต้องลงชิงตำแหน่งว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาทจึงอยากสกัดดาวรุ่งเสียตั้งแต่ตอนนี้ รวมทั้งวันที่บิดาเรียกให้ไปกินข้าวด้วยกันเขายังเอ่ยถึงมารดาออกมา
   ใครๆ ในจวนต่างก็รู้กันดีว่าคือคำต้องห้ามที่ห้ามเอ่ยถึงอย่างเด็ดขาด ฮูหยินใหญ่เกลียดอนุคนงามของสามีมากเพียงใดต่างก็ทราบกันทั่วไป อย่าว่าแต่คนในจวนเลย แม้แต่พวกชาวบ้านรอบเมืองหลวงต่างก็รับรู้เรื่องนี้กันทั้งสิ้น
   เมื่อรวมทั้งสองเรื่องเข้าด้วยกัน ธาราจึงเข้าใจดีว่างานหนักที่มากขึ้นเป็นทวีคูณนี้เกิดจากอะไร
   หรือเขาควรจะย้ายออกไปจากที่นี่ตั้งแต่ตอนนี้เลย?
   ไปบวชชีหรือไม่ก็ใช้ชีวิตเพียงลำพังในป่าเขาอย่างสงบสุขก็ถือว่าไม่เลว แม้เบี้ยรายเดือนที่ได้รับจะน้อยนิดแต่เขาเก็บหอมรอมริบมาตลอด สู้นำเงินหนีออกไปก่อนที่จะถูกจับแต่งงานน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว
   นึกถึงใบหน้าของแม่ทัพเฉินแล้ว ในใจก็นึกเจ็บปวดอยู่บ้าง
   บิดาเองก็คงไม่อาลัยอาวรณ์เขานักหรอก

   ธารานึกแปลกใจ
   เขามองออกไปนอกหน้าต่างครู่หนึ่งก่อนจะปิด
   วันนี้เสี่ยวชิงไม่มา
   ปกติเวลานี้นางต้องมาเคาะประตูเรียกและเข้ามานอนบนเตียงแล้วแต่ทำไมถึงไม่มากันนะ หรือว่าเห็นบิดาไม่อยู่หลายวันก็เลยไม่คิดจะมาแล้ว
   ก็ดีเหมือนกัน นอนบนพื้นเย็นๆ มาหลายวันแล้วจะได้กลับไปนอนอุ่นๆ บนเตียงอุ่นๆ เสียที
   ธาราหยิบผ้าห่มมาคลุมกายและหลับไปอย่างรวดเร็ว การงานที่ต้องรับผิดชอบมากมายทำให้ร่างกายของเขาเหนื่อยล้า จากชาติภพที่แล้วต้องพลิกไปพลิกมาหลายตลบกว่าจะหลับได้ บางทีถึงขั้นต้องจินตนาการนับแกะโดดข้ามรั้วหรือลุกขึ้นมาวิดพื้นกันเลยทีเดียว มาชาติภพนี้แค่หัวถึงหมอนก็หลับแล้ว

   แกรก!
   เสียงเปิดประตู?
   ถึงจะหลับเร็วแต่ธารามักจะตื่นตัวอยู่เสมอเพราะไม่แน่ใจว่าจะถูกเคาะประตูเรียกไปช่วยงานเมื่อไหร่ เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูจึงรีบลุกขึ้นมาทันที
   “เสี่ยวชิงเหรอ?”
   เขาร้องถามออกไปแต่กลับไม่ได้รับคำตอบทำให้ต้องขมวดคิ้วอย่างนึกแปลกใจแกมหวาดระแวง
   ถ้าไม่ใช่เสี่ยวชิงแล้วจะเป็นใคร?
   ธาราค่อยๆ หยิบเอามีดทำครัวด้ามใหญ่ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นอาวุธป้องกันตัว ถามไปแล้วไม่ยอมตอบอย่างนี้แปลว่าต้องมาร้ายแน่ ถ้าเป็นเสี่ยวชิง นางเป็นคนเสียงดัง ต้องโวยวายลั่นหาว่าเขาเปิดประตูให้ช้าแล้ว แต่คนๆ นี้ดูเหมือนจะสะเดาะกลอนเข้ามาเอง แล้วยังไม่ยอมพูดอะไรเลยสักคำ
   ดูยังไงก็ประสงค์ร้ายอยู่ชัดๆ
   ธาราเข้าไปแอบอยู่ข้างตู้เสื้อผ้าและชะโงกหน้าออกมาดูที่เตียง ไม่นานก็เห็นเงาตะคุ่มๆ ปรากฏเป็นทางยาวที่หน้าประตูห้องนอน
   น่าจะเป็นผู้ชาย
   ธาราเม้มริมฝีปาก เหงื่อตกทั้งที่เป็นฤดูหนาว เขาเองก็ไม่มั่นใจว่าจะสู้กับคนร้ายได้หรือเปล่า หรือจะหนีทันได้ไหม ยิ่งเขาอยู่ในร่างของผู้หญิงด้วย มีแต่จะเสียเปรียบเท่านั้น
   แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาในห้องนอนเผยให้เห็นร่างนั้นชัดเจนขึ้น
   เป็นผู้ชายคนหนึ่งจริงๆ รูปร่างสูงใหญ่ดูน่ากลัว เขาตรงเข้ามาที่เตียงนอนและกระชากผ้าห่มออก เมื่อไม่เห็นว่ามีใครนอนอยู่บนเตียง ธาราก็ได้ยินเสียงคนๆ นั้นหายใจแรงขึ้น เขาเดินพล่านอย่างหงุดหงิดและไม่นานก็หยุดยืนอยู่กลางห้อง
   แสงจันทร์นั้นพาดผ่านใบหน้านั้นพอดี
   ธาราสะดุ้งเมื่อเห็นรอยยิ้มของหมอนั่นที่หันมามองทางตู้เสื้อผ้า
   หรือจะรู้แล้วว่าเขาซ่อนตัวอยู่ตรงนี้!
   เขาค่อยๆ โผล่หน้าออกไปดูและก็มั่นใจว่าเขาคิดไม่ผิด หมอนั่นเดินเข้ามาทางทิศที่เขายืนอยู่แน่นอน จะรออะไรอยู่ล่ะ เงินก็พอมีอยู่บ้างแต่มันคงไม่ต้องการ ไปปล้นเรือนใหญ่ไม่ดีกว่าเหรอ ข้าวของมีค่าออกเยอะแยะ
   ธาราเดาว่าพรหมจรรย์ของเขานี่ละที่มันอยากได้ คงมีใครส่งมันมาแน่นอน หรือถึงไม่ได้ก็ขอแค่ได้ลวนลามก็ยังดีแต่ถึงกับกล้าบุกเข้ามาในเรือนของคุณหนูรองแห่งจวนแม่ทัพก็ถือว่ากล้าหาญชาญชัยไม่เบา ก็อย่างว่าละนะมีคนคอยเปิดทางสะดวกให้นี่นา
   เขาไม่เชื่อหรอกว่าหมอนี่จะเข้ามาก่อการอุกอาจในจวนได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง!
   ยืนหลบอยู่ตรงที่เดิมก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ตู้เสื้อผ้าอยู่ด้านในสุดของห้อง ถ้าหมอนั่นเข้ามาใกล้ในระยะประชิดมีแต่จะทำให้หนียากขึ้นเท่านั้น ธาราจึงตัดสินใจวิ่งออกมาจากมุมตู้ เปิดหน้าต่างและกระโดดออกไปทันที หวังอาศัยความเร็วหนีออกไปจากเรือนให้เร็วที่สุด
   คนร้ายวิ่งตามเขามาอย่างกระชั้นชิด ช่วยไม่ได้ ตอนนี้ธาราเป็นผู้หญิงแถมยังทำงานหนักมาทั้งวัน อาหารการกินก็ผกผันกับแรงที่ลงไปในแต่ละวัน จะให้มีแรงวิ่งเร็วกว่าก็คงต้องบอกว่าโกหกแล้วล่ะ
   ธาราวิ่งลัดเลาะไปตามทางเดินในสวน มีความหวังอันริบหรี่ว่าจะหนีพ้นออกไปที่ส่วนของเรือนของพวกสาวใช้ที่อยู่ใกล้ที่นี่มากที่สุด เสียงตะโกนขอความช่วยเหลือของเขาต้องมีคนได้ยินบ้าง
   เขาต้องรอด!
   “ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยที!”
   “ฮ่าๆๆ คิดว่าจะหนีข้าพ้นหรือแม่นางคนงาม”
   เสียงหัวเราะอย่างย่ามใจนั้นทำให้ธาราคนลุก จะชาติก่อนหรือชาตินี้เขาก็ยังไม่เคยเสียซิง และจะไม่ยอมเสียง่ายๆ ด้วย
   “อย่าเข้ามานะ สู้ตายจริงๆ ด้วย!”
   “อย่างเจ้าหรือจะสู้แรงข้าได้?”
   “ไม่ลองก็ไม่รู้”
   ธาราแอบซ่อนมีดไว้ในมุมอับสายตา พอเจ้าคนร้ายบ้ากามกระโจนเข้ามาใกล้เขาก็ใช้แรงทั้งหมดที่มีเงื้อมีดแทงที่แขนของมันเสียเลย หลังการจู่โจมแรก เขาก็ยกเข่าขึ้นแทงกล่องดวงใจเต็มแรงจนมันทรุดตัวงอ ธาราจึงเตะตัดขาและกระทืบซ้ำอย่างไม่ปราณี โดยเฉพาะกลางลำตัวต้องขยี้ให้หนักที่สุด
   “เสียงอะไรกันน่ะ?!”
   ผู้คนโกลาหลวิ่งแตกตื่นกันมาอย่างที่เรียกกันว่าเกือบยกทั้งจวนและมาทันเห็นฝ่าเท้าธาราที่เหยียบกล่องดวงใจของชายบ้ากามซึ่งกำลังร้องโอดโอยอยู่พอดี
   “คุณหนูรอง นี่ท่านนัดแนะบุรุษให้มาเข้าหาหรือเจ้าคะ?”
   เสียงเสี่ยวชิงสาวใช้ประจำตัวธาราร้องถามเสียงดัง
   ธาราหันขวับ
   ตรงไหนกันที่เรียกว่านัดแนะให้มาหา หากเป็นเรื่องจริงเขาจะอัดแหลกมันเสียเดี้ยงขนาดนี้เหรอ?
   เด็กหนุ่มในร่างเด็กสาวนึกรู้ทันทีว่าตนเองถูกจัดฉากให้เล่นงิ้วเป็นนางมารร้ายประจำจวนไปเสียแล้ว เถียงอย่างไรก็คงไม่มีใครฟัง
   ความใจเย็นที่มีเสมอมาพลันขาดผึงอย่างง่ายดาย เขาโยนมีดทำครัวลงกับพื้น เฉียดหน้าคนร้ายร่างใหญ่แต่ใจปลาซิวไปนิดเดียว อารามตกใจหมอนี่เลยร้องเสียงดังลั่นอย่างกับหมูถูกน้ำร้อนลวก

   เรื่องราวอื้อฉาวของธาราถูกตอกสีใส่ไข่บิดเบือนจนกลายเป็นคนละเรื่อง
   ผู้คนในจวนนินทากันไปว่าคุณหนูรองเฉินไป๋ซือแห่งจวนแม่ทัพใหญ่นัดแนะบุรุษมาพบในยามวิกาล พลอดรักกันไม่อายผีสางเทวดา ประพฤติตนเสื่อมเสียต่อวงศ์ตระกูล และไม่นานมันก็คงลามออกไปนอกจวนจนรู้กันทั้งเมืองแน่นอน
   เพื่อสกัดไม่ให้เขาเป็นคู่แข่งของบุตรสาวตน ถึงกับต้องใช้วิธีนี้เลยหรือ?
   ฮูหยินใหญ่!
   สตรีในโลกสมัยนี้ก็ร้ายกาจไม่เบาเลย ช่างน่ากลัวจริงๆ
   ดีที่ธาราไม่ใส่ใจเรื่องนี้อยู่แล้ว มีข่าวฉาวสิดีเขาจะได้ไม่ถูกเลือกให้ไปร่วมงานเลี้ยงบุปผาและจะได้ถือโอกาสขอบิดาเพื่อไปบวชชีเสียเลย
   ฮูหยินใหญ่ไม่ได้เรียกเขาไปตำหนิ ด่าทอหรือลงโทษ ธาราคิดว่านางคงรอให้บิดากลับมาชำระความทีเดียว นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เขากังวลเพราะลึกๆ แล้วอย่างน้อยแม่ทัพเฉินก็เป็นคนๆ เดียวในภพนี้ที่ธาราอยากให้เชื่อมั่นในตัวเขาว่าไม่ได้ทำเรื่องอย่างที่ใครๆ เขากล่าวหากันจริงๆ
   บิดาคงไม่เชื่อเขาแน่
   ช่วงนี้นอกจากข่าวเสียๆ หายๆ พวกนั้นแล้วงานที่ทำก็ยังหนักเหมือนเดิม ยกเว้นแค่ว่าในบรรดาสาวใช้ต่างก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่ด่าว่าหรือเหน็บแนมเขาต่อหน้าเหมือนที่เคยทำมาอีก อาจจะเห็นเขาทำร้ายเจ้าโจรราคะนั่นจนสะบักสะบอมเลยกลัวเขาจะบ้าเลือดทำร้ายเอาบ้างละมั้ง
   เอ่ยถึงเจ้าคนเลวโรคจิตนั่น ได้ยินว่าเป็นลูกชายของเจ้าของหอโคมเขียวแห่งหนึ่งในเมือง มีนิสัยอันธพาล เลวทรามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว วันดีคืนดีก็ฉุดคร่าหญิงชาวบ้านที่ยากจนไปข่มขืน พอสมใจก็โยนเศษเงินเป็นค่าทำขวัญ หญิงสาวหลายคนทนอับอายไม่ไหวผูกคอตายไปหลายคน บ้างก็กลายเป็นสตรีขายบริการไปเสียเลย น่าสงสารจริงๆ
   เขาจะไม่ยอมเข้าไปอยู่ในวังวนบ้าๆ นั่นเด็ดขาด!

   วันรุ่งขึ้นในขณะที่เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว ธาราทำงานบ้านเสร็จเรียบร้อย เตรียมจะกลับเรือนไปอาบน้ำและนอนพักผ่อนเสียที
   เขาทั้งเหนื่อยกายและเหนื่อยใจตั้งแต่เมื่อวานแล้ว อยากจะนอนพักผ่อนให้เต็มที่สักหน่อย
   ยังไม่ทันหมุนตัวเดินกลับเสี่ยวชิงสาวใช้เจ้าเก่าก็วิ่งมาหาอย่างกระหืดกระหอบ นางเป็นสาวใช้ชั้นดีที่ทำงานประจบเจ้านายจึงไม่มีงานที่ต้องรับผิดชอบมากมาย มีชีวิตที่น่าอิจฉานัก
   “ท่านแม่ทัพเรียกพบเจ้าค่ะคุณหนูรอง!”
   สีหน้ายิ้มแย้มของนางทำให้ธาราเดาว่าฮูหยินใหญ่คงบอกเรื่องที่คนเขาลือกันไปทั่วให้บิดาฟังหมดแล้ว
   ธาราถอนหายใจและเดินตามเสี่ยวชิงไปที่เรือนใหญ่ มือของเขาสั่นเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าต้องเผชิญหน้ากับประมุขของบ้าน
   คนๆ นั้นถึงอย่างไรก็เป็นพ่อ จะดีหรือร้ายเขาก็อยากได้รับความรักความเห็นใจจากเขาบ้าง บางคราเคยคิดว่าบิดาอาจช่วยเขาให้พ้นจากความขมขื่น เป็นคนที่ไม่มีใครต้องการที่แม้น้ำตาก็ไม่อาจปล่อยให้ไหลออกมาได้เพราะมีแต่จะถูกสมน้ำหน้าเอาเท่านั้น
   ธาราหลุบตา ไม่คิดคาดหวังสิ่งใดอีก
   บิดาจะลงโทษยังไงกันนะ?
   ขับไล่ออกจากจวนก็ดี เขาจะได้ไปตามทางของเขาเสียที

   แม่ทัพเฉินจ้วงซือประมุขของจวนแม่ทัพแห่งแคว้นเฉียนนั่งอยู่ที่ห้องโถง เก้าอี้ด้านข้างคือฮูหยินใหญ่โดยมีบุตรสาวของนางยืนอยู่ข้างๆ บรรดาสาวใช้คนสนิทต่างก็มากันกันพร้อมหน้าและยืนเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบราวกับจะมาเป็นสักขีพยานชมบิดาลงโทษบุตรสาวไร้ยางอายในครั้งนี้
   ฮูหยินใหญ่เหลือบหางตามองธารา
   เขาได้เห็นมุมปากของภรรยาเอกแห่งจวนแม่ทัพขยับเป็นคำพูดคำหนึ่ง
   ‘สวะ’
   ธาราหลุบตาลง
   ใช่แล้ว เขาคือสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ มันเป็นอย่างนี้มาตลอดอยู่แล้วนี่นา
   เด็กหนุ่มคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมรับการลงโทษอย่างกล้าหาญ
   “ท่านพ่อลงโทษนางเลยเจ้าค่ะ นางประพฤติตัวเสื่อมเสียสกุลเฉิน ไม่ควรให้เป็นเยี่ยงอย่าง” เหม่ยลี่รีบพูดโน้มน้าวให้บิดาสั่งการลงโทษน้องสาวที่นางแสนชังเสียที
   เด็กนี่ถึงจะถูกแกล้งแค่ไหนก็ไม่เคยมีน้ำตาแม้สักหยด
   นางอยากเห็นไป๋ซือร้องไห้คร่ำครวญกับตาตัวเองสักครั้งจริงๆ
   “ท่านพี่เจ้าคะ อย่าให้หนักหนาจนเกินไปนักเลยเจ้าค่ะ นางยังเด็กนัก” ฮูหยินใหญ่กล่าว
   ดูเหมือนนางจะทำตนเป็นผู้ใหญ่ที่โอบอ้อมอารี มีเมตตากับลูกเลี้ยงที่ขาดมารดาตั้งแต่ยังเด็กแต่ธารารู้ดีว่ามันคือการเสแสร้งแกล้งทำ คนในจวนก็ล้วนยกยอปอปั้นนางอยู่แล้ว คนภายนอกที่เห็นเพียงฉากหน้าก็เข้าใจไปตามที่เห็น ถึงจะพอทราบเรื่องจริงแต่ใครจะอยากยุ่งเกี่ยวด้วยล่ะ
   ในเมื่อประมุขของจวนแม่ทัพยังไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้เลยสักนิด
   แม่ทัพเฉินฟังคำยั่วยุของบุตรสาวคนโตและวาจาเป็นกลางของฮูหยินใหญ่แล้วก็ยังนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงดังฟังชัด
   “ทุกคนออกไปจากห้องก่อน ข้าจะคุยกับซือเอ๋อแค่สองคนเท่านั้น!”
   ฮูหยินใหญ่หน้าบึ้งเล็กน้อย นางเป็นคนฉลาดจึงรู้ดีว่าไม่ควรพูดอะไรออกมาตอนนี้ เหม่ยลี่มีท่าทีฮึดฮัดไม่พอใจแต่ก็ถูกมารดาของนางดึงตัวออกไปจากห้อง บรรดาสาวใช้ต่างก็พากันชักแถวตามออกไปด้วย
   เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะในห้องโถง ธาราเองก็วิตกกังวลเพราะไม่รู้ว่าบิดาคิดอะไรอยู่กันแน่ ทำไมเขาถึงได้เงียบเหลือเกิน เงียบจนดูน่ากลัว
   ลุกขึ้นมาตีเขาเสียยังจะดีกว่าไม่ยอมพูดอะไรเลยอย่างนี้
   ธารานั่งตัวสั่น แค่เพียงบิดาลุกขึ้นจากเก้าอี้ น้ำตาของเขาก็ไหลออกมาแล้วทั้งที่ตั้งแต่เสียมารดาและน้องเล็กไปเขาก็ไม่คิดจะปล่อยให้ตัวเองอ่อนแออย่างนั้นอีก
   ตัวไร้ค่าในตระกูลอย่างเขา จะมีแต่คนสมเพชมากกว่า!
   “เชื่อว่าซือเอ๋อคงไม่ได้มีความคิดเหลวไหลแน่ มิเช่นนั้นเจ้าจะทำร้ายเขาจนสาหัสอย่างนั้นทำไม ที่ผ่านมาเพราะเห็นเจ้าครั้งใดก็นึกถึงหลานเทียนขึ้นมาทุกครั้ง ทำให้ข้าทั้งเจ็บปวดและวางตัวไม่ถูกมาตลอด”
   มือใหญ่ที่กรำศึกในสนามรบมานักต่อนักวางลงบนศีรษะของเขา
   “ซือเอ๋อ เจ้าคงลำบากมามาก”
   ธาราเงยหน้ามองบิดา เขาตัดสินใจถาม
   “ท่านพ่อเชื่อข้า?”
   “เชื่อสิ ย่อมต้องเชื่อ”
   ธาราเช็ดน้ำตา รู้สึกดีใจขึ้นมาเล็กน้อยที่ได้รู้ว่าบิดาเป็นคนเดียวที่เชื่อมั่นในตัวเขา แค่คนๆ นี้ในโลกใบนี้เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว!
   แต่ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไรคนนอกไม่รู้ ถึงยังไงเขาก็ทำให้บิดาขายหน้าอยู่ดี
   “ท่านพ่อ ลูกดีใจที่ท่านเชื่อว่าข้าไม่ได้ทำผิดแต่ชื่อเสียงของลูกตอนนี้ก็ไม่เหลือดีแล้ว อย่าว่าแต่องค์รัชทายาทเลย แม้แต่บุรุษธรรมดาในย่านร้านตลาดก็คงไม่มีใครต้องการรับลูกไปเป็นภรรยาหรอก”
   ใบหน้าหล่อเหลาแต่มีบาดแผลขีดข่วนพาดผ่านจากการต่อสู้มีรอยยิ้มบางๆ
   “เจ้าฉลาดนะ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมแต่งงาน” บิดาหยุดพูดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยอีกครั้ง “ถึงอย่างไรเรื่องงานเลี้ยงก็ถูกกำหนดไว้แล้ว หากวังหลวงไม่นำชื่อเจ้าออก เจ้าก็ต้องไปร่วมงาน ไปให้เห็นว่าเจ้าไม่ได้หนีหน้าใครทั้งนั้น และถ้าเจ้าไม่ปฏิเสธข้าจะยอมให้เจ้าขอสิ่งตอบแทนจากข้าได้หนึ่งสิ่งด้วย ตกลงไหม?”
   “อะไรก็ได้ ท่านพ่อยอมทุกอย่างจริงหรือเจ้าคะ?”
   “แน่นอน” เฉินจ้วงซือให้คำมั่น “นักรบย่อมไม่ตระบัดสัตย์”
   ธารายิ้ม นัยน์ตาเป็นประกาย
   บวชชีเพื่อหนีรัก!
   นี่แหละคือสิ่งที่เขาจะขอ