ผู้เขียน หัวข้อ: บทที่ 3 ซาตานกระชากรัก  (อ่าน 602 ครั้ง)

บีเลิฟ

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 387
    • ดูรายละเอียด
บทที่ 3 ซาตานกระชากรัก
« เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2017, 09:13:22 AM »
3
ในห้องของประธานบริษัท ใหญ่โตโอ่อ่า และหรูหราด้วยการตกแต่งอย่างดีมีสไตล์ เข้มขรึมด้วยโทนสีเทาดำ เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เข้ากันกับสีผนังอย่างกลมกลืน หน้าต่างกระจกบานใหญ่ทำให้ผู้เป็นเจ้าของห้องสามารถมองออกไปยังเบื้องล่างได้
ลูคัสเป็นหนุ่มลูกครึ่งหล่อเหลา ดวงตาสีฟ้างดงาม ร่างกายใหญ่โตกำยำ อายุเพียงยี่สิบเจ็ดปีเท่านั้น เขาอยู่ในชุดสูทเนี้ยบเรียบขรึม และสีหน้าของเขาก็เข้มขรึมไม่ต่างอะไรไปจากโทนสีของห้องนั้นเลย ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักเครียดเขม็งคล้ายกับขบคิดวิเคราะห์อะไรอยู่ตลอดเวลา ในมือของเขาถือปากกาและกำลังเซ็นชื่อลงในเอกสารที่กองพะเนินอยู่ต่อหน้าเขา
เสียงเคาะประตูทำให้บุรุษหนุ่มเลือดผสมเงยหน้าขึ้นนิดหน่อย เมื่อประตูเปิดออก โสภาจึงก้าวเท้าเข้ามาหยุดยืนอยู่ต่อหน้าเขาด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน ก่อนจะเข้ามาในห้อง หญิงสาวแอบปลดกระดุมเสื้อตัวเองลงไปถึงสองเม็ด ทำให้มองเห็นเนินอกอวบอร่ามโผล่พ้นขึ้นมาอย่างชัดเจน
“เธอปฏิเสธค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้ลูคัสถึงกับหรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด
“เพิ่มเงินให้เธออีกสิ”
เขากล่าวอย่างเข้มขรึม หงุดหงิด 
“ดูซิว่าเธอจะทนได้อีกซักกี่น้ำ”
พูดจบแล้วก็หยักยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ปรามาสเธออย่างร้ายกาจ ว่าเพิ่มเงินให้เธออีกหน่อย เดี๋ยวเธอก็ตกลงเองแหละ ราวกับว่าเขารู้จักเธอเป็นอย่างดี
“ทำไมบอสถึงสนใจเธอคนนี้เหลือเกิน ตั้งแต่ทำงานกับบอสมาหลายเดือน ไม่เห็นว่าบอสจะสนใจใครเลยนี่คะ” โสภาก้าวเข้ามาใกล้อีกนิด
ลูคัสมีท่าทีหงุดหงิด ดวงตาสีฟ้าวาวโรจน์ขึ้นอย่างน่ากลัว
“ไม่ต้องถาม คุณทำงานให้สำเร็จก็แล้วกัน อย่าให้ผมต้องรอนาน”
โสภาสบตาด้วยอย่างไม่เกรงกลัว แถมยังยิ้มยั่วใส่อย่างท้าทาย
ไม่เพียงแต่ปลดกระดุมเสื้อเท่านั้น หลังจากก้าวเข้ามาในห้องนี้แล้ว โสภาก็ถือโอกาสกดล็อกห้องไว้ด้วย
“มัวแต่ฝันถึงแต่ผู้หญิงคนนั้น บอสไม่มองคนใกล้ตัวบ้างหรือคะ”
ตามองสบตาอย่างเชือดเฉือน บรรยากาศในห้องเร่าร้อนขึ้นอย่างฉับพลัน
ว่าแล้วสาวสวยก็ค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อออกอีกเม็ดหนึ่ง ทำให้บราเซียร์สีแดงแปร๊ดโผล่พ้นออกมา ทำให้เห็นเนินทรวงอวบอูมชัดเจนยิ่งขึ้น ลูคัสจ้องมองนิ่ง ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ดวงตาสีฟ้าวาววับ เต็มไปด้วยไฟปรารถนา ที่กำลังแผดเผา
เมื่อฝ่ายเจ้านายไม่ว่า โสภาจึงถือวิสาสะ ปลดกระดุมเสื้อของตัวเองออกจนหมด ยกทรงสีแดงถูกเหวี่ยงลงไปที่พื้น โนมเนื้อเต่งตึงจึงดีดเด้งออกมา ปลายยอดสีชมพูชูชัน ริมฝีปากแย้มยิ้ม ดวงตาเชิญชวนยวนยั่ว บัวงามมโหฬารเปลือยเปล่ากวัดแกว่งอย่างยั่วเย้ายามเธอขยับตัวเยื้องย่างร่างอิ่มเข้ามาใกล้ แล้วทรุดตัวคุกเข่าลงตรงหว่างขาท่านประธาน สองมือน้อยสีขาวช่วยกันปลดตะขอกางเกงชายหนุ่ม แล้วค่อยๆ ลากรูดซิปลงมา
เส้นผมยาวสยายไปทั่วแผ่นหลังเปล่าเปลือย พลิ้วไหวอย่างงดงามเมื่อเจ้าของโยกศีรษะเข้าและออกอย่างแช่มช้าช่ำชอง เสียงริมฝีปากสัมผัสกับท่อนเนื้อดังจุ๊บจั๊บราวกับคนหิวกระหายกำลังกำซาบซดของอร่อย
ลูคัสยังคงนั่งเคร่งเครียดอยู่กับเอกสารต่อไปด้วยสีหน้าที่มั่นคงแน่วแน่ แม้ว่าจะมีบางครั้งที่เขาจะเผลอฮึมฮำคำรามออกมาเบาๆ บ้าง เพราะความเสียดเสียวในไฟสวาทกำลังซ่องสุมรุมเร้าเข้ามาในร่างกายไม่หยุดไม่หย่อน ไม่สร่างซา แต่เสียงนั้นก็ไม่ได้ดังจนเกินกว่าเสียงหายใจ
แต่ก็มีบางครั้ง ที่ชายหนุ่มมุ่งมองออกไปยังนอกหน้าต่าง ราวกับคิดถึงสิ่งอื่นหรือคนอื่นอยู่ และดวงตาสีฟ้าคู่นั้นวาวโรจน์ขึ้นอย่างน่ากลัว คล้ายกับเคียดแค้นบางสิ่งบางอย่างอยู่นั่นเอง

รถมอเตอร์ไซค์ของพวกอันธพาลจอดลงหน้าบ้านปูนเก่าคร่ำในเช้าวันอาทิตย์ ชายหนุ่มรูปร่างผอมแห้งสองคนลงจากรถและเริ่มด่าทอนายปรีชากับนางประนอมอย่างสาดเสียเทเสีย เกรี้ยวกราด ด้วยหน้าตาที่เหี้ยมโหด ปานกับโกรธกันมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว
“โธ่ ไอ้แก่อีแก่ อยากตายกันนักหรือไงวะ เมื่อไหร่จะยอมใช้หนี้มาเสียที เฮียเส็งเขาชักจะอารมณ์เสียแล้วนะ”
ณาราได้ยินเสียงโวยวายจึงออกจากห้องไปดูที่หน้าบ้าน
“พูดจากันดีๆ ก็ได้ ทำไมต้องข่มขู่กันอย่างนี้ล่ะพี่”
ทั้งสองคนเมื่อเห็นสาวสวยจึงมีท่าทีที่อ่อนลง
“โธ่ น้องนา พี่ทำตามคำสั่งของเฮียเส็งเขาเท่านั้นจ้ะ ความจริงพี่ไม่ได้เป็นคนใจไม้ไส้ระกำเลยนะจ๊ะ”
คนที่ตัวใหญ่กว่าหน่อย ท่าทางเหมือนลูกพี่ พูดจาเสียงอ่อนเสียงหวานทีเดียว
ณาราวกกลับเข้าไปในห้องแล้วเอาเงินเดือนจากการทำงานเกือบทั้งเดือนส่งให้พวกเขาไป
“ฉันมีแค่นี้แหละพี่ ฝากบอกเฮียเส็ง ว่าฉันจะพยายามหาเงินมาใช้คืนให้ในไม่ช้า”
“แต่เฮียเส็งเขาต้องการทั้งต้นทั้งดอกภายในเดือนนี้ เพราะว่า น้องนาขาดส่งดอกมาสามเดือนเต็มๆ ถือว่าผิดสัญญา”
“ช่วงที่ผ่านมา ฉันเอาเงินไปจ่ายอู่เป็นค่าซ่อมรถให้พ่อน่ะจ้ะ เงินเลยขัดสนนิดหน่อยน่ะพี่”
แม้จะรู้สึกรังเกียจพวกเขาทั้งสองคนแค่ไหน แต่ณาราก็ต้องพยายามพูดดีกับเขา
“ช่วยพูดกับเฮียเส็งให้หน่อยนะพี่”
“พี่ก็อยากช่วยนะน้องนา แต่พี่เป็นแค่ลูกจ้าง น้องนาคุยกับเฮียเส็งเองไหมล่ะ”
มันควักโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วต่อสายถึงเจ้านายทันที และส่งยื่นให้หญิงสาว ณารารับโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู เมื่ออีกฝ่ายรับสาย เธอจึงกรอกเสียงลงไป
“สวัสดีค่ะ เฮียเส็ง”
“เฮ้ย ใครวะ”
เสียงนั้นเต็มไปด้วยอำนาจ
“ณาราค่ะ ลูกพ่อปรีชา”
“อ้อ หนูนั่นเอง”
เสียงของเฮียเส็งอ่อนโยนลงมาราวกับเป็นคนละคนทีเดียว
“หนูจะขอส่งดอกอย่างเดียวไปก่อนน่ะค่ะ จะให้ใช้ทั้งต้นทั้งดอกภายในเดือนเดียว หนูหาเงินไม่ทันหรอกค่ะ”
“มาหาเฮียสิ ความจริงแล้วเฮียชอบหนูมานานแล้วนะ พูดตรงๆ นะ ถ้าหนูยอมเฮีย เฮียก็จะไม่เร่งรัดเอาทั้งหมดภายในเดือนนี้หรอก จะให้จ่ายแต่ดอกไปก่อน เหมือนเก่าก็ได้ แต่ถ้าหนูไม่ยอม เฮียก็มีวิธีของเฮีย เพราะถือว่าพ่อกับแม่ของหนูผิดสัญญาที่ให้ไว้กับเฮีย ทางที่ดีหนูยอมเฮียเสียดีกว่านะ”