ผู้เขียน หัวข้อ: บทที่ 4 ซาตานกระชากรัก  (อ่าน 55 ครั้ง)

บีเลิฟ

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 387
    • ดูรายละเอียด
บทที่ 4 ซาตานกระชากรัก
« เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2017, 09:14:20 AM »
4
หลายวันถัดมา ณาราเหม่อลอยขณะทำงานไปบ้าง เพราะจิตใจว้าวุ่นเกินไป วันนี้เธอทำโอที เวลาล่วงเลยมาจนเกือบสองทุ่มแล้ว
ทั้งที่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยสักครั้งในชีวิต ว่าเธอจะต้องอดสูถึงขนาดต้องขายตัวเพื่อเงิน แต่ในยามที่ท้อแท้ในชีวิต เหนื่อยหน่ายกับปัญหาที่ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร หรือจะหาทางออกทางไหน จนบางครั้งเธอก็คิดโง่ๆ ว่า บางทีแล้วการขายตัวก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากมาย อย่างไรเธอก็ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์แล้วนี่ ทนๆ ทำไปแค่เดือนเดียว ไม่กี่ครั้งเท่านั้น เธอก็จะมีเงินใช้หนี้ทั้งหมด แถมยังมีเงินเหลืออีกตั้งเยอะ ครอบครัวของเราคงสบายกันก็คราวนี้แหละ ณารานึกอยากจะหัวเราะให้กับโชคชะตาของตัวเอง หยาดน้ำตาไหลออกมาอย่างเศร้าสะเทือน โดยที่เธอไม่ทันระวัง มือบางรีบยกขึ้นเช็ด กลัวว่าเพื่อนร่วมงานจะมาเห็น เสียงเตือนในโทรศัพท์ดังขึ้น มีข้อความเข้า
--สวัสดีค่ะ คุณณารา ฉัน โสภา นะคะ บอสของฉัน ชอบคุณจริงๆ นะคะ เพื่อแสดงความจริงใจต่อคุณ ท่านให้เพิ่มเงินให้คุณอีกห้าแสนบาท เป็นหนึ่งล้านบาท จ่ายก่อนเริ่มงานห้าแสนบาท และเมื่อครบตามที่ตกลงกัน จะจ่ายให้อีกห้าแสนบาท ถ้าตกลงก็โทรกลับมาได้ตลอดเวลานะคะ-- 
ณารานึกอยากจะหัวเราะออกมา แต่น้ำตากลับไหลเสียอย่างนั้น ถึงเธอจะยากจนข้นแค้นและต้องลำบากแค่ไหน แต่เธอก็จะไม่ยอมขายตัวเด็ดขาด
เมื่อหญิงสาวเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกง เสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นอีกครั้ง หากคราวนี้มีคนโทรเข้า ณาราดูเบอร์ที่หน้าจอมือถือ เป็นแม่เธอที่โทรเข้ามา และสำเนียงนั้นก็เต็มไปด้วยความเดือดเนื้อร้อนใจ
“นา พ่อโดนทำร้าย! ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล!”

ณาราตรงดิ่งไปโรงพยาบาลทันที นายปรีชานอนอยู่บนเตียงคนไข้ ศีรษะนั้นถูกพันด้วยผ้าสีขาวเต็มไปหมดและมีสายน้ำเกลือระโยงรยางค์ หญิงสาวร้องไห้โฮออกมา ด้วยรู้สึกเป็นห่วงพ่อ ที่นอนไร้สติอยู่บนเตียงนั้น ถึงพ่อจะเมามายและทำอะไรไม่รู้จักคิดอยู่เรื่อย จนทำให้หลายครั้ง ครอบครัวต้องพบเจอกับความยากลำบาก ทุกข์แสนสาหัส แต่ณาราก็ไม่เคยนึกเกลียดพ่อของเธอเลย ก็มีบ้างที่เธอจะนึกโกรธท่าน แต่ในยามนี้ที่พ่อนอนไร้สติอยู่แบบนี้ คนเป็นลูกสาวจึงเต็มไปด้วยความรักและห่วงใย
“หมอบอกว่าพ่อไม่เป็นอะไรแล้ว แค่หัวแตก แต่ตอนแรกแม่ตกใจมาก เพราะพ่อเลือดออกมาก แม่ก็เลยโทรหานา”
นางประนอมพูดไปร้องไห้ไป
“ตอนนั้นพ่อยังมีสติอยู่ แม่ก็ถามพ่อว่าเป็นอะไร พ่อบอกว่าถูกตีจากทางด้านหลัง แต่พ่อไม่เห็นว่าเป็นใคร ได้ยินแต่เสียงมอเตอร์ไซค์แล่นจากไป”
“ต้องเป็นพวกมันแน่ หนูจะไปเอาเรื่องพวกมัน”
หญิงสาวเหมือนกับไอร้อนจากกาต้มน้ำที่กำลังเดือดดาลและต้องการโพยพุ่งออกไป ผู้เป็นแม่กอดรั้งณาราไว้
“เราจะไปทำอะไรเขาได้ พวกมันมีอิทธิพลมากมาย ตำรวจก็เป็นพรรคพวกของมันทั้งนั้น”
“แล้วเราจะทำอย่างไรล่ะแม่”
ณาราปล่อยโฮออกมาเมื่อเห็นว่าเป็นจริงตามแม่ว่า น้ำตาไหลนองท่วมหน้าอย่างคนหมดหวัง เธอไม่มีทางไปต่อกรกับพวกนั้นได้เลยสักนิด หญิงสาวใช้ความคิดตรึกตรองอยู่ชั่วครู่ แวบหนึ่ง ดวงตาคู่นั้นก็วาววับขึ้นมา ราวกับตัดสินใจบางอย่างได้แล้ว
“ถ้าใช้หนี้ให้พวกมันให้หมด มันก็จะเลิกยุ่งกับพวกเราใช่ไหมแม่”

โสภาเคาะประตูห้องนั้นเบาๆ แล้วหันมาส่งยิ้มให้ณารา พร้อมทั้งส่งเช็คเงินสดห้าแสนบาทให้
“คุณจะได้รับอีกห้าแสนบาทเมื่อคุณทำงานครบตามที่ตกลงกันไว้”
ณารารับมันไว้ในมือ น้ำตาไหลออกมาอีกอย่างเศร้าสะเทือน
“ฉันส่งแค่นี้นะ” กล่าวแค่นั้นแล้วโสภาก็เดินจากไป
ณารามองประตูบานนั้นอย่างอดสูใจอีกครั้ง น้ำตาไหลออกมาอีกหน รู้สึกเจ็บปวดลึกล้ำเข้าไปที่หัวใจ เธอไม่มีทางถอยกลับได้อีกแล้ว เธอจะทำงานนี้ให้สำเร็จ เพื่อครอบครัว เพื่อพ่อกับแม่จะได้ไม่ต้องถูกใครมาทำร้ายได้อีก
ประตูบานนั้นเปิดออก หญิงสาวก้าวขาสั่นเทาเข้าไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ หายใจไม่ทั่วท้อง ตื่นเต้น อกสั่นหวั่นไหว เธอดึงประตูปิดเข้ามาแล้วกดล็อกทันที บุรุษหนุ่มผู้นั้นหันหลังให้เธอ เรือนผมเป็นสีทองหนาหนักหยักยุ่งงดงาม เขายืนสง่าอยู่กลางห้อง ร่างกายใหญ่โตกว่าเธอมาก เขาอยู่ในเสื้อยืดและกางเกงยีนขายาว สาวสวยหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่เพื่อรวบรวมความกล้า ทั้งที่ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึงแปลกๆ ได้แต่ปลุกปลอบตัวเอง อย่างไรเธอก็ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์แล้วนี่ ทนๆ ฝืนใจทำไป ไม่มีอะไรจะต้องกลัวสักนิด
แต่เมื่อชายหนุ่มผู้นั้นหันหน้ากลับมา มุมปากหยักยิ้มขึ้น และจ้องมองที่เธออย่างเลือดเย็น ดวงตาสีฟ้านั้นมากมายไปด้วยโทสะและพลังแห่งความแค้น ณาราก็ถึงกับตัวเย็นเฉียบทีเดียว หัวใจแทบหยุดเต้น แข้งขาแข็งราวกับเป็นหิน และอ้าปากขยับออกมาเป็นคำพูดไม่ได้เลยสักคำ
ได้แต่ตะโกนเรียกชื่อเขาในใจ
‘พี่หรั่ง’