ผู้เขียน หัวข้อ: จอมใจเจ้าชีวัน บทที่ ๓  (อ่าน 28 ครั้ง)

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 277
    • ดูรายละเอียด
จอมใจเจ้าชีวัน บทที่ ๓
« เมื่อ: กันยายน 10, 2017, 11:40:19 AM »
บทที่ ๓


   สองหนุ่มเดินสง่างามเคียงคู่กันไปข้างหน้า สาวน้อยกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามเพื่อให้ทันพวกเขา แม้ใจอยากจะร้องเรียกให้รอ แต่ทิฐิมานะก็ห้ามไว้และสั่งให้ปิดปากเงียบ จากคำสนทนากับราชอาชา นางได้ยินเลาๆ ว่า พวกเขาอาศัยอยู่ชายแดนปาล รอให้ถึงชายแดนก่อนเถอะ เมื่อนั้นพวกเขาก็หมดความสำคัญ
   สองบุรุษหยุดนิ่งปรึกษากันสักครู่ ก่อนเจ้าคนหน้าสวยจะหันมาพูดกับนาง
   “เราจะพักค้างคืนที่นี่” ว่าพลางมองไปรอบๆ บริเวณ
   “ทำไมเราไม่เดินต่อ ฟ้ายังไม่มืดเลย เราอาจจะถึงชายแดนปาลก่อนมืดก็ได้” นางทักท้วง ไม่ปรารถนาจะค้างอ้างแรมกลางป่าร่วมกับบุรุษเถื่อนแปลกหน้า แม้พวกเขาจะช่วยชีวิตนางไว้ก็ตามที
   เจ้าขวัญมองยิ้มๆ มายังคนเสนอความเห็น “นี่ สาวน้อย ถ้าเจ้าหายตัวได้ก็อาจจะสามารถทำได้อย่างที่ว่า ข้าชักสงสัยเสียแล้วสิ เจ้าเป็นชาวเขมรัฐจริงๆ หรือเปล่า ถึงไม่รู้ว่าระยะทางกว่าจะไปถึงชายแดนปาลมันไกลขนาดไหน”
   “เรา...เราเป็นชาวเขมรัฐสิ เพียงแต่...” น้ำเสียงนางอ่อนลงในตอนท้าย ไม่อาจพูดได้ว่านางไม่เคยเดินทางไกลมาก่อน ชายหนุ่มจ้องมองอย่างสงสัยจนนางต้องเปลี่ยนเรื่อง “แล้วเราจะพักกันอย่างไร ไม่มีห้อง เตียงก็ไม่มี”
   “เจ้านี่ท่าทางจะอยู่สบายจนเคยตัว เดินป่าก็ต้องนอนกลางป่า กลางดินทรายอย่างนี้ล่ะ”
หญิงสาวรู้สึกพะอืดพะอมกับความคิดที่จะต้องนอนบนดินเปียกชื้น ทำไมนางไม่เคยคิดมาก่อนเลยถึงเรื่องการนอนหลับในป่าเช่นนี้ อันที่จริงก็ไม่ได้คิดอะไรเลยทั้งสิ้นก่อนตัดสินใจ คิดเพียงแต่...ต้องหนีไปให้พ้น จะไม่ยอมตกอยู่ในสภาพเชลยเป็นเด็ดขาด
   บุรุษทั้งสองแยกย้ายกันออกหาไม้ฟืนมาสุมตรงกลางลานดิน ไม่นานลูกไฟดวงน้อยก็ถูกปลุกให้ลุกขึ้น คนหน้าเข้มเดินหายเข้าไปในป่า ในขณะที่คนหน้าสวยคอยสุมขอนไม้เข้าไปเสริมจนกองเพลิงโชติแรงขึ้น นางเห็นเขาเสียบไม้ลงสองข้างของกองไฟเพื่อเป็นหลักสำหรับอะไรสักอย่าง ไม่นานคำตอบก็เฉลยออกมาเมื่อชายคนที่หายเข้าป่ากลับออกมาพร้อมกระต่ายป่าน่ารักสองตัว นางยิ้มและทำท่าจะเข้าไปอุ้มชมความน่ารัก แต่แล้วก็สังเกตเห็นว่ากระต่ายทั้งสองตัวนั้นนิ่งสนิทไม่ไหวติง มีรอยเลือดแดงชาดเปียกบนขนสีน้ำตาล
   “ว้าย!” นางเบือนหน้าหนีเมื่อเห็นเขาเริ่มกดปลายมีดลงบนซากกระต่าย คนป่าพวกนี้น่ากลัวเหลือเกิน พวกเขาสามารถหยิบยื่นความตายให้แม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตเล็กๆ น่ารักอย่างกระต่ายน้อย โหดร้ายที่สุด
   “จะร้องเรียกพวกทหารม้ามาหรือไร” เจ้าขวัญส่งเสียงปรามมาในขณะที่กำลังจัดการกับซากที่ชำแหละเรียบร้อย ไม้หลักที่ปักข้างกองไฟ กลายเป็นแท่นบูชายัญไปเสียแล้ว
   เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ หญิงสาวนั่งมองสองหนุ่มฉีกกินเนื้อกระต่ายที่บัดนี้ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายเหลือเกิน ตั้งแต่เช้าจนถึงบัดนี้ มีเพียงน้ำไม่กี่อึกที่ผ่านลงคอไป นางรู้สึกได้ว่าร่างกายเรียกร้องอาหาร แต่ภาพการฆ่าอย่างเลือดเย็นก็ทำให้นางต้องตอบปฏิเสธไป เมื่อเขายื่นเนื้อกระต่ายให้
   “ไม่หิวก็ต้องกิน พรุ่งนี้ยังต้องเดินอีกไกล” เขาไม่รู้ว่านางจะไปไหน แต่การที่นางยอมตามมาด้วย อาจหมายความว่านางกำลังจะไปปาล ความคิดที่อยากจะพานางกลับ ‘บ้าน’ ของเขาเกิดขึ้นเมื่อไรก็ไม่รู้ แต่ชัดเจนเหลือเกิน
   “เรากินไม่ลง” อ้อมแอ้มปฏิเสธ
   “หลับหูหลับตากินไปเถอะน่า อย่ามากเรื่องเลย”
กลิ่นหอมของเนื้อสุกใหม่ กรุ่นติดจมูกจนในที่สุด มโนธรรมก็พ่ายแพ้ต่อสัญชาตญาณความหิวของสัตว์โลก นางส่งชิ้นเนื้อกระต่ายสุกเข้าปากอย่างกล้าๆ กลัวๆ รสหวานจากเนื้อนุ่มนั้นทำให้ชิ้นต่อไปตามเข้าปากไปอย่างรวดเร็ว บุรุษหน้าสวยพิศใบหน้าอมยิ้มของสาวน้อยอย่างเอ็นดู ค่อนเบาๆ “เมื่อครู่ทำเป็นรังเกียจ”
นางค้อนใส่เขา กลืนเนื้อลงคออย่างรวดเร็ว “เราหิวต่างหาก เจ้าเองไม่ใช่รึที่สั่งให้กิน”
   เขาหัวเราะเสียงใสก่อนลุกออกไปคุยกับสหายเพชฆาตของตน
   “ท่าทางท่านสนใจนางเป็นพิเศษ” การินส่งยิ้มล้อเลียน แต่คนหน้าสวยกลับตีสีหน้าเคร่งขรึม
   “นางต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่”
   “เห็นจะจริง คงจะเป็นนางฟ้าจำแลงมากระมัง ท่านถึงได้มองนางเสียหยาดเยิ้มขนาดนั้น” บุรุษผู้พี่เย้า
   เจ้าขวัญแสร้งไม่ใส่ใจ เอ่ยต่อ “น่าสงสัยนัก ทำไมพวกทหารม้าต้องตามล่านาง”
   “นั่นสิ รึนางกระทำความผิดอันใดมา” การินสันนิษฐาน
“ไม่แน่ แต่ที่แน่ๆ นางต้องเกี่ยวข้องกับราชสำนักเขมรัฐ” ราชอาชาเป็นกองกำลังทหารม้าในพระองค์ ขึ้นตรงต่อราชินีเขมรัฐเท่านั้น “เราจะพานางไปด้วย นางอาจทำให้เราเข้าใกล้ราชสำนักเขมรัฐมากขึ้น”
คำพูดจริงจัง กลับทำให้คนฟังหัวเราะอย่างขันๆ “ท่านพูดราวกับลืมความสัมพันธ์ของตัวเองกับราชสำนักเขมรัฐไปเสียแล้ว”
   “ไม่ลืมแต่ไม่ต้องการ และเพราะไม่ต้องการ เราจำต้องหาหนทางอื่นสำหรับงานใหญ่” เขาเหลือบมองไปยังร่างเล็กที่ยังเอร็ดอร่อยกับรสชาติกระต่ายป่าอย่างเพลิดเพลิน   
“ระวัง ‘หนทางอื่น’ จะกลายเป็นทางลำบาก” เสียงกระเซ้ากลั้วหัวเราะส่งมาจากคนข้างๆ
คำเย้าของการินเหมือนจะย้ำความรู้สึกบางอย่างในใจที่เตือนเจ้าขวัญให้อยู่ห่างนางผู้เป็นปริศนานี้เอาไว้ หากชายหนุ่มสั่นหน้าช้าๆ ราวกับจะปฏิเสธข้อสงสัย ท่าทางไร้พิษสง รูปร่างอ้อนแอ้น เนื้อเนียนนุ่มหอมชื่นใจเมื่อยามสัมผัส จะสามารถสร้างเรื่องวุ่นวายได้มากขนาดไหนกันเชียว


   ท้องฟ้ามืดสนิท แม้แต่ดาวเดือนก็ราวกับดับแสงไปในค่ำคืนนี้ เสียงวิเวกรอบข้างน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงคำรามของสัตว์ร้าย หญิงสาวนอนกระสับกระส่ายไปมาไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ ใจมัวแต่ระแวงแสงวาวที่ซุ่มซ่อนอยู่ในความมืดของเงาไม้ อากาศเริ่มเย็นเยียบจนยะเยือก นางขยับตัวเคลื่อนเข้าใกล้กองไฟมากขึ้น เสียงร้องของนกกลางคืนดังหวีดโหยหวนมาตามลม นางสะดุ้งสุดตัวผุดลุกขึ้นมองไปรอบด้าน
เงียบ...ไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหว นอกจากเปลวไฟที่สั่นระริกปล่อยลูกไฟออกมาเป็นครั้งคราว ใบหน้างามคมคายหลับอยู่อีกด้านของกองไฟ ส่วนอีกหนึ่งหนุ่ม นอนห่างออกไปเห็นเป็นแค่เงาตะคุ่ม
   หญิงสาวเอนกายลงอีกครั้ง ห่อตัวจนขดเหมือนทารกในครรภ์มารดา พยายามข่มตาหลับ นึกท่องมนต์คาถาที่เคยสวดมาตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ หวังให้พอผ่อนความกลัวลงได้บ้าง เสียงพรึบพรั่บดังขึ้นใกล้หู ตาลืมโพลงขึ้นทันที มองเห็นยอดไม้ไหวไปมา อะไรบางอย่างกำลังลอยละลิ่วลงมา มันมีกันหลายตัว พุ่งเข้าหาใบหน้าสาว
นางกรีดร้องปัดมือป่ายไปมาอย่างหวาดกลัว สุดท้ายสิ่งที่เห็นก็เป็นเพียงแค่ใบไม้สามสี่ใบเท่านั้น เสียงร้องของนางปลุกอีกร่างข้างกองไฟให้ลุกขึ้นมอง ส่งสายตาดุข้ามมาทันให้นางได้เห็นก่อนจะทิ้งตัวลงนอนอย่างรำคาญใจ
   ร่างบางสั่นสะท้าน ไม่กล้าล้มตัวนอน ได้แต่นั่งกอดเข่าด้วยความหวาดหวั่น ความหนาวเย็นประสมประสานไปกับความกลัวจับจิต เหลียวมองรอบข้างเห็นเพียงความมืดมิด ได้ยินเพียงความเงียบ อีกนานเท่าไหร่ถึงจะเช้า อีกนานเท่าไหร่ความน่ากลัวนี้จะจบสิ้น เวลาคืบคลานไปอย่างเชื่องช้า พอๆ กับลมหายใจที่เต้นแผ่วเบา
ความหวาดกลัวจุกแน่นขึ้นมาถึงคอ บีบรัดสมองจนปวดหนึบ หากไม่ระบายออกมาบ้างคงระเบิดร่างนางจนกระจายเป็นผุยผง น้ำใสๆ ไหลรินออกจากสองตา คิดถึงพ่อ แม่ พี่ เคยทะนุถนอมกล่อมเกลา จะรู้บ้างไหมหนอว่านางต้องตกระกำลำบาก นอนกลางดิน ท่ามกลางความมืดที่เดียวดายเช่นนี้
   “มานี่สิ” เสียงอ่อนโยนดังขึ้นจากอีกฝั่งของกองไฟ หญิงสาวเหลือบตามอง เห็นเขากวักมือเรียก โดยไม่รู้ตัว ขาสองข้างพาตัวเข้าไปหาเขาอย่างเซื่องๆ
   “มานอนตรงนี้มา ไม่ต้องกลัว” เขาฉุดนางลงนั่งข้างกาย หญิงสาวยอมตามอย่างว่าง่าย แต่ยังไม่วายสะอื้น ร่างบางทอดลงบนพื้นหันหน้าเข้าหากองเพลิง รู้สึกถึงรัศมีอบอุ่นจากร่างกายบุรุษที่นอนประกบอยู่ด้านหลัง เสียงสะอื้นค่อยๆ เงียบลง ป่ายังคงสงบสงัด แต่จิตใจสาวน้อยกลับไม่ยอมนิ่งตาม ความรู้สึกยังคงตื่นแข่งกับความเงียบของราตรี จดจ่ออยู่กับเสียงหายใจเข้าออกของคนข้างๆ จนราวกับว่าเสียงลมหายใจเป่าอยู่ในโสตตลอดเวลา เมื่อผินหน้าไปมองร่างที่เคียงคู่ ก็เห็นเขาหลับตานิ่ง
   นางค่อยๆ พลิกตัวตะแคงแผ่วเบา หันหน้าเข้าหาร่างสงบของบุรุษรูปงามผู้ช่วยชีวิตนางในวันนี้ เขานอนราบเหยียดตรง มือสองข้างประสานกันอยู่ที่ท้อง หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจสม่ำเสมอ ใบหน้าตรงๆ ของเขาที่ว่างาม แต่ด้านข้างกลับงามเสียยิ่งกว่า คิ้วเข้มได้รูปเรียวราวเขียนขึ้นโดยจิตรกรฝีมือดี ขนตายาวงอนเป็นแพบนเปลือกตาที่กำลังหลับพริ้ม จมูกโด่งเป็นสันได้รูปสวย หญิงสาวอมยิ้ม เมื่อจินตนาการสันจมูกเขาเป็น ‘สตบรรพต’ เทือกเขาแห่งเขมรัฐ ปลายจมูกเป็นยอดภูนภดล ช่างน่าขันนัก คนอะไรมีภูเขาอยู่บนใบหน้า
   มุมปากจิกขึ้นเหมือนกำลังแย้มยิ้มตลอดเวลา มีความสุขอันใดหนักหนา ริมฝีปากอิ่มสีเรื่อเรืองนั่นเองที่ส่งจุมพิตหวานปิดวาจาก้าวร้าว อยากรู้เหลือเกินว่ายามนี้มันจะนุ่มลื่นนิ่มนวลเหมือนเมื่อเช้าหรือไม่ เขาคงหลับสนิทไปแล้ว มือน้อยค่อยเอื้อมอย่างแผ่วเบาเชื่องช้า ขอสัมผัสกลีบปากงามให้หายสงสัยสักนิดคงไม่เป็นไร
ฉับพลัน ตาพริ้มก็ลืมโพลงขึ้น หญิงสาวหดมือกลับทันทีด้วยอาการรีบร้อน แสร้งหลับตาแน่น แต่ไม่อาจรอดพ้นสายตาคม ชายหนุ่มขยับตัวเป็นนอนตะแคงหันหน้าเข้าหาร่างบางที่นอนเกร็งอยู่ เอวอ้อนแอ้นอรชรรับกับสะโพกกลมมน กลิ่นเนื้อนางหอมละมุนชวนให้คิดจะรั้งร่างบางเข้ามาแนบข้าง ใบหน้าสวยก้มงุดอยู่กับท่อนแขนตัวเอง เห็นผิวหน้านวลผ่องในความมืดแล้วยิ่งปรารถนาจะสัมผัสเชยชิด แต่ก็ต้องหักห้ามใจไว้อย่างหนัก
   “นอนไม่หลับรึ”
หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาขึ้นมอง แล้วก็รีบก้มหน้างุด ไม่กล้าสบแสงเข้มที่ส่งมา
   “หนาวหรือ ตัวสั่นเชียว” ชายหนุ่มขยับเข้าหาจนหญิงสาวต้องเขยื้อนตัวถอย
   “เปล่า เราสบายดี” เสียงละล่ำละลักตอบด้วยเกรงว่าเขาจะถือวิสาสะดึงนางไปกอดคลายหนาว ขนาดจูบเมื่อเช้าเขายังถือดีเอาโดยง่าย คงคิดว่านางเป็นสาวป่าชาวไพรไร้เกียรติ ไม่เห็นความจำเป็นต้องระวังรักษา ที่น่าเจ็บใจก็คงเป็นตัวเองที่ยอมตามไม่มีขัดขืน แล้วนี่เขาเรียกมานอนข้างก็ตามใจเขาอีก ดูรึ มานอนให้เขามองให้เขาจ้อง แล้วถ้าเขารังแกเอาจะกล้าห้ามเขาไหม ยิ่งคิดก็ให้ยิ่งอัปยศอายใจตนเอง
   “ถ้าไม่อยากนอนก็มาคุยกัน” ชายหนุ่มยันกายขึ้นและค้ำไว้ด้วยศอกข้างหนึ่ง อยู่ห่างขึ้นอีกนิด จะได้มีแก่ใจทำได้อย่างที่พูดชวนให้มา ‘คุยกัน’ หากยังต้องนอนเรียงเคียงข้าง คงอดใจให้ ‘คุย’ อย่างเดียวไม่ได้แน่
   “เอ้า...เจ้าชื่ออะไร ยังไม่บอกข้าเลย”
   “แล้วเจ้าล่ะชื่ออะไร จะให้หญิงเผยนามตนเองก่อนได้อย่างไร” เขาหัวเราะเมื่อเห็นนางเริ่มกล้าพอจะต่อคำกับเขาแล้ว
   “ข้าชื่อขวัญ พี่ชายข้าชื่อการิน ที่นี้บอกชื่อเจ้าได้หรือยัง”
   “เราชื่อ...แก้วฟ้า”
   “แก้วฟ้า...ชื่อเพราะสมตัว เจ้าจะเดินทางไปไหน”
   “ไปทางเดียวกับเจ้านั่นล่ะ”
   “เจ้าจะไปปาลรึ” ความยินดีอย่างประหลาดเข้าจับจิตใจชาย
   “ความจริง เราต้องการข้ามไปสิตา จะไปถึงได้เราต้องผ่านเข้าปาลเสียก่อนไม่ใช่หรือ”
   “ทำไมเจ้าไม่ข้ามเขาไป ง่ายกว่าเดินทางอ้อมลงใต้แล้ววกขึ้นทางตะวันออกเป็นไหนๆ”
   “เรา...ไม่ถนัดเดินทางข้ามเขา”
   “เจ้านี่แปลกจริง ใครๆ ก็รู้ว่าชาวเขมรัฐเชี่ยวชาญการเดินเขาเพียงใด ด้วยภูมิประเทศเป็นเทือกเขารอบด้าน” ชายหนุ่มมองนางอย่างสงสัยในฐานะ
   “ก็เรา...เราไม่ได้เดินทางบ่อยนัก อีกอย่างเทือกเขาฝั่งตะวันออกเต็มไปด้วยเหวลึก ต่อให้เป็นชาวเขมรัฐเองก็เถอะ หากไม่ชำนาญทางก็อาจพลาดตกเหวได้ง่ายๆ”
   “แล้วทำไมทหารม้าติดตามเจ้า”
   นางมองหน้าเขา ปฏิเสธไม่เต็มเสียงนัก “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าราชอาชาติดตามเรา”
   “พอเห็นพวกราชอาชานั่น เจ้าก็รีบหลบทันที ถ้าไม่กลัวการติดตามแล้วเจ้ากลัวอะไร” เขาถามลุกไล่ นึกสนุกกับท่าทางอึดอัดของอีกฝ่าย
   “เรา...”
   “เจ้าเป็นใครกันแน่ บอกมาตามตรง อย่าได้โกหก” ส่งเสียงคาดคั้นมาสำทับ
“เรา...เอ๊ะ ทำไมเจ้าอยากรู้เรื่องคนอื่นมากมายนักนะ” เมื่อนึกหาคำตอบไม่ได้จึงต้องแกล้งทำเป็นโกรธที่โดนเซ้าซี้
   “อ้าว ข้าจะพาเจ้าไปส่งสิตา ข้าก็ต้องรู้สิว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน” ชายหนุ่มพยายามหลอกล่อให้ได้ความจริง และได้ผล หญิงสาวร้องอย่างร่าเริงยินดี
   “จริงรึ เจ้าจะไปส่งเราจนถึงสิตาจริงๆ นะ”
   “แน่นอน แต่เจ้าต้องเล่าให้ข้าฟังว่า เจ้าไปสิตาทำไม แล้วทหารม้าตามล่าเจ้าทำไม ทำอะไรผิดมา สารภาพมาเสียดีๆ”
   “เปล่านะ เราไม่ได้ทำอะไรผิด คือว่า...เรา...เราโดนบังคับให้แต่งงาน” ใบหน้าร่าเริงเมื่อครู่สลดลงทันที
   “กับใคร คงเป็นผู้มีอำนาจละสิ ถึงขนาดส่งทหารม้ามาไล่ล่าเจ้า”
   “ใช่ มีอำนาจล้นฟ้าเลยล่ะ ราชอาชาต้องการตามเรากลับไป”
   “เจ้าไม่ได้รักเขารึ”
หญิงสาวระบายลมหายใจแรงอย่างหงุดหงิด “รักรึ ฮึ ไม่มีทางที่เราจะรักคนพรรค์นั้น เราเกลียด เกลียดเขาที่สุด มีแต่พี่เท่านั้นแหละที่เห็นดีเห็นงามจะให้เราแต่งงานกับเขาให้ได้ ทั้งๆ ที่ใครๆ ต่างร่ำลือกิตติศัพท์ความโหดเหี้ยมของเขา คนชั่วร้ายแบบนั้น ใครจะต้องการมาเป็นคู่ครอง”
   “ข้าพอจะเข้าใจความอึดอัดของเจ้า” ในเมื่อเขาเองก็ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจากนางเท่าไหร่ “แล้วที่ว่าเขาเหี้ยมโหด เขาเหี้ยมโหดอย่างไรล่ะ”
   “ใครๆ ก็โจษจันกันว่า ใจคอเขาร้ายกาจ ผิดมนุษย์มนา ฆ่าคนได้อย่างอำมหิตเลือดเย็นที่สุด หากไม่ชอบหน้าใครก็จะสั่งฆ่าทันที แถมบางคนยังว่าเขาน่ะมีปีศาจสิงกาย หรือไม่ก็อาจจะเป็นอสุระกลับชาติมาเกิด ที่บ้านเขาจะมีห้องขังที่เอาไว้ขังนักโทษ ทุกวันจะมีนักโทษถูกนำตัวไปให้เขาทรมานเฆี่ยนจนเนื้อแตก แล้วก็สาดด้วยน้ำเกลือ”
   “ฮื่อ ร้ายกาจเพียงนั้นเชียว” ถามเสียงสูงอย่างล้อเลียนปนขันกับน้ำเสียงของคนเล่า ที่ราวกับกำลังเล่านิทานที่น่าตื่นเต้นเสียเหลือเกิน
   “ไม่เท่านั้นนะ มีคำร่ำลือกันหนาหูเลยว่า” นางขยับเข้ามากระซิบใกล้ๆ “ว่าเขาฆ่าพ่อตัวเองเพื่อชิง...เอ่อ...ยึดสมบัติ”
   “ชั่วช้าจริงๆ” แม้จะขันในท่าทางของสาวน้อยที่ทำประหนึ่งกลัวใครจะได้ยินเสียงสนทนาระหว่างกันถึงบุคคลที่สาม แต่ก็พยายามสะกดกลั้นไว้เต็มที่
   “ก็ใช่น่ะสิ แล้วเจ้าคิดว่าเราควรแต่งงานกับคนแบบนั้นรึ” นางทำหน้ามุ่น
   “อืม...นั่นสิ... ขนาดแค่กระต่ายป่าโดนฆ่าเป็นอาหาร เจ้ายังร้องราวกับโดนเชือดเสียเอง แต่สุดท้ายกลับนั่งกินเรียบสบายใจ” น้ำเสียงล้อเลียนกลั้วเสียงหัวเราะขัน เมื่อนึกถึงท่าทางกินกระต่ายย่างอย่างเอร็ดอร่อยของนาง
   “เจ้าล้อเรารึ นี่แน่ะ” หญิงสาวรู้สึกเก้อเขินเมื่อรู้ตัวว่าโดนหยอก ทุบกำปั้นน้อยๆ ลงบนแผงอกแข็งแกร่งตรงหน้า ชายหนุ่มคว้ากำปั้นไปกุมไว้อย่างเบามือ
   “ปล่อยนะ” เสียงร้องสั่งมิได้กราดเกรี้ยว แต่ฟังหวานละมุนหู สองสายตาสบประสานลึกซึ้ง ใบหน้าสาวร้อนผ่าวด้วยความเขินอาย พยายามชักมือออกจากการเกาะกุม หากชายหนุ่มจะยื้อไว้ นางก็คงไม่อาจต้านแรง แต่เขาก็ยอมปลดปล่อยมือน้อยให้เป็นอิสระ ข่มจิตข่มใจตนเองที่พลุ่งพล่านแค่เพียงได้สัมผัสมือนุ่ม รวบรวมกระแสเสียงไม่ให้สั่นไหว
   “แล้วเจ้าจะไปสิตาทำไม”
   “ขอความช่วยเหลือ”
   “ใครจะช่วยเจ้าได้ มีญาติอยู่ที่นั่น?”
   “ใช่”
   “ญาติหรือคนรักกันแน่” เขากระเซ้า แต่แอบภาวนาขออย่าได้เป็นอย่างหลังเลย
   นางทอดถอนใจ “เจ้าคนชั่วร้ายนั่นน่ะ มีอำนาจมากมาย เราต้องหาคนที่สามารถช่วยเรายกเลิกงานแต่งงานครั้งนี้ให้ได้”   
“บางทีเราอาจช่วยเจ้าได้ ไม่เห็นต้องเดินทางไปถึงสิตา” เขานึกถึงความตั้งใจที่ต้องการพานางกลับบ้าน และมั่นใจว่าเขาสามารถช่วยนางได้อย่างแน่นอน
   “ไม่หรอก เจ้าไม่รู้ว่าเขามีอำนาจมากเพียงไร ไม่มีใครในเขมรัฐจะช่วยเราได้” น้ำเสียงนั้นเศร้าสร้อยน่าสงสาร ถอนหายใจหนัก ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นบ้าง “ทำไมเจ้าไม่เล่าเรื่องราวของเจ้าให้เราฟังบ้าง”   
“นอนได้แล้ว ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ต้องเดินอีกไกล” เขาปฏิเสธตัดบท เพราะไม่อยากสร้างเรื่องหลอกนาง
   “ขี้โกงจริง เจ้านี่” นางต่อว่า ก่อนจะถามขึ้น “อีกไกลแค่ไหนกว่าจะถึงชายแดนปาล”
   “ถ้าเราเดินทางได้เร็วพอ พรุ่งนี้จะถึงค่ายพักม้าของเรา วันมะรืนก็น่าจะข้ามเขตแดนได้”
   “วันมะรืนเชียวหรือนี่” นางพึมพำ นึกเสียดายม้าที่ทิ้งไว้ในตลาด หากไม่กลัวผิดสังเกตจนโดนราชอาชาจับได้ คงไม่ต้องตกระกำลำบากเพียงนี้ “เจ้าจะไปส่งเราจนถึงสิตาแน่นะ” สายตานางเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
   “แล้วแต่เจ้าจะบัญชาเลยล่ะ สาวน้อย” เขายิ้มตอบอย่างใจดี
   “ขอบใจนะ ขอบใจเจ้าจริงๆ” ดวงตากลมแวววาวด้วยประกายยินดี รอยยิ้มหวานซึ้งงดงามดุจอัปสราจากภพฟ้า ใบหน้านางเปล่งปลั่งราวจันทร์คืนเพ็ญ ผิวผ่องนวลเนียนชวนหลงใหล ร่างอวบอิ่มของสาวรุ่นยั่วยวนปลุกเร้าแรงปรารถนาของชายหนุ่มราวกับนางพราย เขาต้องหักห้ามใจตัวเองอย่างหนัก พลิกตัวนอนหงาย คงไม่อาจรั้งตัวเองไว้ได้ หากต้องมองนางเนิ่นนานอีกเพียงแค่วินาทีเดียว
   “นอนเสียเถอะ”
 


โปรดติดตามตอนต่อไป

ตามฝัน

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 115
    • ดูรายละเอียด
Re: จอมใจเจ้าชีวัน บทที่ ๓
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 21, 2017, 11:24:40 AM »
เหมือนจะมีคนต้องการช่วย ;D