ผู้เขียน หัวข้อ: เหลี่ยมรักฯ ตอนที่ ๑  (อ่าน 176 ครั้ง)

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 337
    • ดูรายละเอียด
เหลี่ยมรักฯ ตอนที่ ๑
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2018, 10:35:26 PM »
เริ่มต้นแรลลี่ ก็ต้องลงประเดิมเสียหน่อย แม้ว่าต่อไปนี้อีกสองอาทิตย์จะทำงานยาวไม่มีวันหยุด สู้ทั้งงานราษฎ์ งานหลวงครับ ^^

************************************

บทที่ ๑

          กระดิ่งหน้าประตูร้านดังขึ้น ‘มนต์เทวี’ หันไปส่งยิ้มและทักทายลูกค้าที่ก้าวเข้ามา ก่อนจะรีบยกจานไก่ทอดใบโตสองใบจากเคาน์เตอร์ เดินเร็วปานจะเหินไปเสิร์ฟให้โต๊ะกลุ่มวัยรุ่นที่นั่งคุยหัวเราะกันดังลั่นอยู่ริมหน้าต่าง อดไม่ได้ที่จะมองผ่านกระจก ออกไปยังแสงไฟที่ประดับประดาอยู่ตามร้านรวงและต้นไม้ตลอดสองข้างถนน มันทำให้ค่ำคืนเหน็บหนาวปลายเดือนธันวาคมมีชีวิตชีวาขึ้นมากทีเดียว มนต์เทวีชอบบรรยากาศในช่วงเทศกาลคริสต์มาสเสียจริง เวลาแห่งการเฉลิมฉลองของครอบครัวและเพื่อนมิตร ทุกใบหน้าต่างเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะสดใสจากทั่วทุกมุมเมืองพอจะกลบเสียงแตรรถยนต์ในเมืองใหญ่อย่างชิคาโกได้ชั่วคราว

          “เฮ้ มันนี่ รับออร์เดอร์โต๊ะใหม่ด้วย เด็กพวกนั้นกระดูกอ่อนเกินไปแล้วสำหรับเธอ” เสียงของ ‘มาร์ธา’ ตะโกนมาจากมุมหนึ่งของร้านก่อนเจ้าตัวจะผลุบหายเข้าครัวไป

          มนต์เทวียิ้มรับคำแซวของสาวใหญ่เจ้าของร้าน ก่อนจะเดินไปยังแขกโต๊ะที่มาใหม่

          “คนเดียว?” เธอถามพร้อมส่งยิ้มให้ลูกค้าหนุ่ม ผมสีดำยาวระต้นคอกับหนวดเคราที่ขึ้นเป็นไรทำให้ใบหน้าขาวแบบชาวเอเชียดูเข้มขรึม...ชวนมอง

          ชายหนุ่มพยักหน้าก่อนจะสั่งเซตอาหารพิเศษสำหรับคืนนี้ มนต์เทวีพยักยิ้ม ทวนรายการอาหารที่เขาสั่ง ก่อนจะทิ้งท้ายไว้ว่า

          “บรรยากาศแบบนี้ไม่เหมาะกับการดินเนอร์คนเดียวเลยนะ ว่าไหม” เธอขยิบตาให้เขา แล้วเดินกลับไปส่งออร์เดอร์ โดยมีสายตาของชายหนุ่มมองตามจนเหลียวหลัง

          เป็นปกติที่มนต์เทวีจะพูดคุยเป็นกันเองกับลูกค้า เพราะนี่เป็นนโยบายของมาร์ธาที่ให้ถือว่าลูกค้าทุกคนเป็น ‘เพื่อน’ อาจจะเป็นด้วยเหตุนี้ก็ได้ที่ทำให้ร้านไก่ทอดไบรท์คอร์เนอร์แห่งนี้มีลูกค้าขาประจำแวะเวียนมาเสมอ และทุกคนจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นกันเองราวญาติสนิทจากพนักงานทุกคน

          คืนก่อนวันคริสต์มาสอย่างนี้ ลูกค้าแน่นร้าน ทั้งสองจึงต้องทำงานกันหัวหมุนเพราะพนักงานคนหนึ่งพ่อเสียชีวิตจึงต้องลากลับบ้านที่อยู่อีกรัฐด่วน ส่วนอีกสองคนก็ดันมาป่วยเพราะอาหารเป็นพิษพร้อมกันเข้าพอดี สองคนสี่ขาวิ่งวุ่นทำทุกหน้าที่ตั้งแต่รับอาหารจากครัว เสิร์ฟ แคชเชียร์ เคลียร์โต๊ะ กว่าจะส่งลูกค้าคนสุดท้ายและเก็บกวาดร้านเสร็จ ก็เหนื่อยจนแทบขาดใจ

          “โอย ขาฉันพิการไปแล้ว” มนต์เทวีนั่งแผละลงบนโซฟาริมหน้าต่าง ทุบขาตัวเองป้อยๆ “ดูสินี่ ไม่มีความรู้สึกอะไรเลย”
         
          “โถ มันนี่ที่น่าสงสารของฉัน” สาวใหญ่เจ้าของร้านมักจะเรียกมนต์เทวีว่า ‘มันนี่’ แทนที่จะเรียก ‘มนต์’ ชื่อเล่นของเธอ โดยให้เหตุผลว่าชื่อที่ตั้งให้ใหม่นั้นเป็นคำที่ไพเราะที่สุด เป็นที่ปรารถนาของทุกคน ก็ใครบ้างล่ะที่ไม่ต้องการ ‘เงิน’

          มาร์ธาเดินมานั่งข้างๆ โอบกอดลูกจ้างสาว “ขอบใจมากนะ ขอโทษที่ทำให้ไม่ได้ไปเที่ยวกับอีริค ฉันเป็นหนี้เธอวันนี้”

          ความจริงมนต์เทวีมีแผนไปเที่ยวนอกเมืองกับเพื่อนๆ ในคืนนี้ มาร์ธาอนุญาตให้เธอพักยาวช่วงคริสต์มาส หลังจากที่ไม่เคยลาหยุดเลยตั้งแต่ทำงานมาหนึ่งปีเต็ม แต่แล้วการท่องเที่ยวของเธอต้องยกเลิกกะทันหัน เมื่อเจ้าของร้านโทรมาตามไปทำงานด้วยเหตุสุดวิสัย และไม่สามารถหาคนงานทดแทนได้

          “อย่าพูดอย่างนั้นสิ มาร์ธา” มนต์เทวีย่นจมูก “ฉันต่างหากเป็นหนี้เธอที่ช่วยชีวิตฉันเอาไว้จากการจมน้ำ”
         
          “จมน้ำ?”

          “ก็น้ำลายนายอีริคขี้โม้น่ารำคาญนั่นไงเล่า” ทำท่าขนลุกขนพอง เมื่อนึกถึงเพื่อนร่วมเดินทางที่เสนอตัวตามไปด้วย โดยไม่มีใครเชิญ

          มาร์ธายิ้มกว้าง “ฉันว่าอีริคเขาก็น่ารักออกนะ ท่าทางชอบเธอมากเสียด้วย”

          ลูกจ้างสาวส่งค้อนให้นายจ้างที่พยายามทำตัวเป็นแม่สื่อ ลอยหน้าตอบยิ้มๆ “หนุ่มๆ ก็ชอบฉันทั้งนั้นแหละ”

          คนฟังถึงกับหัวเราะลั่นที่อีกฝ่ายตอบเฉไฉไปคนละเรื่อง “ข้อนั้นฉันไม่เถียงล่ะ” มาร์ธารู้สึกถูกใจในอารมณ์ขันของเพื่อนรุ่นน้องคนนี้มาก จึงพยายามเป็นแม่สื่อให้กับอีริค หลานชายของอันโตนีโอสามีชาวอิตาเลี่ยนของเธอ แต่ดูท่าทางหนุ่มสาวคู่นี้คงไม่มีหวัง เพราะสาวเจ้าไม่เล่นด้วย

          สองสาวคุยกันเล่นเป็นครู่ พอให้หายเหนื่อย ก่อนมนต์เทวีจะขอตัวกลับที่พัก แต่เมื่อถอดผ้ากันเปื้อน คว้ากระเป๋าสะพายจากล็อกเกอร์ด้านหลังร้านแล้ว กลับออกมาก็เห็นมาร์ธายืนนิ่งอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์ จ้องมองแก้วบรั่นดีในมือ ท่าทางเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่

          “ถ้ากำลังวางแผนจับคู่ให้ฉันไปเที่ยวกับนายอีริคอีกละก็ เลิกคิดได้เลย” มนต์เทวีแกล้งทำเสียงรำคาญ แต่ยิ้มพรายอยู่ในหน้า โอบเอวอวบๆ ของมาร์ธาเป็นเชิงกระเซ้า ถึงคนโดนเย้าจะแสร้งปั้นยิ้มตอบกลับมา แต่ใบหน้าก็ยังดูหมองในเงาสลัวของร้าน นั่นทำให้มนต์เทวีรู้สึกแปลกใจนิดๆ คลุกคลีกันมาเป็นปี ไม่เคยเห็นมาร์ธาดูเศร้าเท่านี้มาก่อน ถามเสียงแผ่วอย่างเป็นห่วง “มีอะไรหรือเปล่า”

          สาวใหญ่ถอนหายใจหนักหน่วง วางแก้วเหล้าในมือลง ก่อนหันไปจับมือทั้งสองข้างของมนต์เทวีไว้มั่น พูดเสียงจริงจัง “ฉันคิดว่าควรจะบอกเธอเสียเลยในวันนี้”

          มนต์เทวีปล่อยให้ผู้ที่เป็นทั้งเพื่อนและเจ้านายจูงกลับไปนั่งที่โซฟาตัวเดิม จ้องเขม็งไปในดวงตาสีน้ำทะเลที่มีแววกังวลปรากฏอยู่อย่างเห็นได้ชัด
แล้วความกังวลก็หลั่งไหลออกมาเป็นเรื่องราวที่ทำให้มนต์เทวีถึงกับนิ่งอึ้งไป มาร์ธาตัดสินใจจะย้ายไปอยู่อิตาลีพร้อมสามีและจะปิดร้านไก่ทอดไบร์คอร์เนอร์นี้หลังปีใหม่
         
          “ขอโทษนะที่บอกกะทันหัน ฉันเองก็เพิ่งจะตัดสินใจเมื่อคืนนี้ ใจจริงน่ะไม่อยากไปหรอก เธอก็รู้ว่าฉันรักร้านนี้แค่ไหน” มาร์ธาว่าพลางมองไปรอบร้านอย่างอาวรณ์ “แต่ฉันรักอันโตนีโอของฉันมากกว่า” เธอหันกลับมาพยายามยิ้มสดชื่นให้เพื่อนสาว

          มาร์ธาเป็นสาวผิวสีดำแดงลูกครึ่งอเมริกันสแปนิช ท่าทางเปิดเผยและการพูดจาโผงผาง ทำให้มนต์เทวีอึดอัดในตอนแรกที่เริ่มทำงานที่นี่ แต่เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง เธอก็เริ่มปรับตัวได้ และชอบในความจริงใจตรงไปตรงมา จนทำให้ทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนซี้ต่างวัยที่เข้ากันได้ดี การที่จะต้องตกงานนั้น สำหรับมนต์เทวีแล้วไม่ได้ยี่หระสักนิด ปกติเธอก็เปลี่ยนที่อยู่ เปลี่ยนที่ทำงานไปเรื่อยตามแต่ใจตัวเองเสมอ แต่สำหรับร้านไก่ทอดของมาร์ธาแห่งนี้ เธอทำงานด้วยนานที่สุด เพราะชอบในอัธยาศัยกว้างขวางของเจ้าของร้าน จึงรู้สึกผูกพันกับทั้งคนและสถานที่อยู่ไม่น้อย

          มนต์เทวีวางมือบนหลังมือของมาร์ธา ตบเบาๆ เป็นเชิงปลอบ “ฉันเข้าใจ ขืนปล่อยนายพุงโตนั่นกลับไปอิตาลีคนเดียว มีหวังโดนสาวๆ ที่นั่นไล่ตะครุบเอาน่ะสิ”

          เรื่องที่อันโตนีโอจะกลับอิตาลีนั้นสองสามีภรรยาเถียงกันมาตั้งแต่สมัยเธอเริ่มทำงานที่ร้านนี้ใหม่ๆ เพราะสามีอยากกลับไปทำไร่องุ่นที่บ้านเกิด แต่ภรรยาห่วงกิจการที่ตัวเองสร้างมากับมือ มาระยะหลังนี่ เห็นสองคนเงียบๆ นึกว่าเลิกคิดไปแล้ว ในที่สุด ฝ่ายหลังก็ต้องยอมตามใจสามีเพราะความรักจนได้

          “เธออยากจะทำร้านนี้ต่อไหมล่ะมันนี่ ฉันจะขายร้านให้ ไม่เอากำไรสักเซนต์เดียวเลย” มาร์ธาเสนอจากใจจริง หากมีใครรับสืบทอดกิจการที่ตนเริ่มก่อตั้งมา นั่นถือเป็น ‘กำไร’ ของชีวิตแล้ว

          แต่คนฟังข้อเสนอถึงกับสะดุ้งเฮือก โบกมือระรัว “โอย ไม่ไหวล่ะ ขอบใจ เธอก็รู้นี่ว่าฉันทอดไก่ทีไร ไหม้กลายเป็นไก่ดำทุกที หรือจะให้ฉันเปลี่ยนจากขายไก่ทอดเป็นขายซุปไก่ดำแข่งกับไชน่าทาวน์ล่ะ”

          มาร์ธาหัวเราะกับความคิดพิลึกของเพื่อน “ฉันเป็นห่วงเธอนะ ไม่อยากให้ต้องตกงานเพราะฉัน เอ่อนี่ ป้าแมรี่ที่ร้านซักรีดกำลังขาดคน ฉันไปถามมาแล้ว หล่อนยินดีรับเธอไปทำงานด้วย เริ่มงานได้เลยนะ ถ้าเธอสนใจ”

          มนต์เทวียิ้มกว้าง “ขอบใจจ้า แต่ไม่ต้องห่วงฉันหรอก บางทีเจสซิก้าอาจจะต้องการงานนั้นมากกว่าฉันนะ เพราะยังมีลูกเล็กต้องเลี้ยง”

          นิ่งกันไปครู่หนึ่งก่อนลูกจ้างสาวจะเอ่ยขึ้น “ฉันกำลังคิดว่า...อาจจะย้ายลงใต้ เธอว่าฟลอริด้าเป็นไง แสงแดด ดอกไม้ สายลม แค่คิดก็ชื่นใจ” ความคิดใหม่ๆ ผุดขึ้นอย่างรวดเร็วตามประสาคนรักการเดินทาง

          ท่าทางฝันหวานของลูกจ้างสาว ทำให้มาร์ธาอดคิดไม่ได้ว่าเธอน่าจะเป็นสาวรุ่นย่างสิบห้า มากกว่าสาวสวยวัยยี่สิบห้าปี มนต์เทวีเปลี่ยนงานเปลี่ยนที่อยู่ไปเรื่อย เพราะความรักอิสระและชอบที่จะทำอะไรตามใจตัวเอง ‘กรีนการ์ด ล็อตโต้’ ที่เธอได้มาเป็นใบเบิกทางสู่ดินแดนแห่งเสรีภาพนี้ มาร์ธามองหญิงสาวตรงหน้า และเห็นตัวเองเมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว ในวัยที่เสพ ‘เสรี’ เป็นอาหาร และรู้ว่าสักวันหนึ่งมนต์เทวีก็คงเหมือนเธอ ที่ต้องการหยุดและ ‘ปักฐาน’ ลง ณ ที่ใดที่หนึ่ง พร้อมกับ...ใครสักคน

          “ไม่คิดจะกลับบ้านบ้างหรือ” สาวใหญ่ถามหยั่งเชิง

          “ไม่” คนถูกถามตอบได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

          อาการนิ่งและรอยยิ้มที่หุบลงฉับพลันของคู่สนทนาแปลความหมายได้ชัดเจนว่า ไม่ต้องการสนทนาเรื่องนี้ต่อไปอีก มาร์ธาอมยิ้มเอ็นดูหญิงสาวผู้อ่อนเยาว์กว่า ฐานะทางบ้านของมนต์เทวีใช่ว่ายากไร้ แต่สิ่งที่หญิงสาวรู้สึก ‘ไร้’ คือความอบอุ่นของครอบครัว แม่เสียชีวิต พ่อแต่งงานกับผู้หญิงใหม่ และลูกเลี้ยงไม่ชอบหน้าแม่เลี้ยง เรื่องราวของครอบครัวที่มนต์เทวีเคยให้คำจำกัดความว่า ‘ซินเดอเรลล่าภาคพิสดาร’ ที่พิสดารก็ตรงที่นางแม่มดใจร้ายนั้น คือ ลูกเลี้ยง หาใช่แม่เลี้ยงไม่
สองสาวต่างวัยยังสนทนากันต่ออีกพักใหญ่ราวกับว่านี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้ถ่ายทอดความคิด ความหวังและความฝันสู่กัน จนเวลาล่วงเข้าวันใหม่ไปแล้วนั่นเอง ถึงได้แยกย้าย มาร์ธาอาสาขับรถไปส่ง แต่มนต์เทวีต้องการเดินเล่น สูดลมหนาวตามลำพังมากกว่า

          หญิงสาวกระชับเสื้อคลุมเดินเรื่อยไปตามถนนที่เงียบสงัด อพาร์ตเม้นต์ที่เธอเช่าอยู่ห่างออกไปไม่กี่ช่วงถนน หิมะเริ่มพรำเบาๆ ความเหงาโปรยปรายมาพร้อมกับปุยนุ่ม เธอปล่อยให้ปุยขาวเกาะไหล่หลัง แต่รีบปัดความเหงาออกจากใจโดยเร็ว เธอเลือกเองที่จะอยู่ตัวคนเดียวแบบนี้ ที่ผ่านมาก็สุขกายสบายใจดี ถ้าไม่ใช่เพราะคำถามของมาร์ธา เธอก็เกือบลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่า ยังมี ‘บ้าน’ มีใครรออยู่ที่เมืองไทย

          รอ...ใครกันที่รอเธอ จะมีเธออยู่หรือไม่ พวกเขาก็มีความสุขกันดีอยู่แล้ว

          ความสงบของค่ำคืนถูกทำลายด้วยเสียงเครื่องยนต์รถที่คำรามลั่นมาทางด้านหลัง มนต์เทวีหันไปมองและต้องป้องมือบังแสงไฟหน้ารถที่สาดจ้า ‘คงเป็นพวกวัยรุ่นคะนอง’ เธอคิดและละความสนใจ ออกเดินต่อ

          แต่รถเปิดประทุนสีแดงเลือดนกที่รี่มากลับค่อยชะลอ เสียงหัวเราะเฮฮาของกลุ่มผู้ชายในรถฟังจับไม่ได้ความ แล้วหนึ่งในนั้นก็ตะโกนขึ้น

          “ไปปาร์ตี้กันไหมเบบี๋” ตามด้วยเสียงโห่ฮาของพวกที่เหลือ

          มนต์เทวีชำเลืองมอง นายคนที่ตะโกนนั่งชิดประตูทางตอนหลัง ใบหน้าที่ควรจะขาวนั้นเป็นสีแดงก่ำ...คงจะกำลังเมาได้ที่

          เธอก้าวเท้าให้ยาวและเร็วขึ้น หวังหนีให้พ้นพวกขี้เมา แต่รถเจ้ากรรมก็ยังเคลื่อนตามมาเรื่อยๆ เสียงร้องเชิญชวนของนายคนหน้าแดงเป็นกวนอูยังตามมาเซ้าซี้ไม่เลิก มนต์เทวีแทบจะไม่ได้ยินเสียงเขาแล้ว เพราะตอนนี้หัวใจเธอกำลังเต้นรัวและดังกว่า เธอคิดว่าควรจะออกวิ่ง แต่พอได้คิด ก็สายไปแล้ว รถแดงจอดเทียบทางเท้าดักหน้า ชายหน้าแดงกระโดดออกจากรถอย่างทะมัดทะแมง ไม่มีอาการซวนเซเหมือนคนเมาสักนิด ตรงเข้าจับข้อมือเธอทันที

          “มาสนุกด้วยกันน่า อย่าเล่นตัวนักเลย” มีเสียงเชียร์เฮมาจากพวกที่รอในรถ

          หญิงสาวขืนตัวไม่ยอมไปตามแรงฉุด “ปล่อยฉัน!! ช่วยด้วย!!” ทั้งร้อง ทั้งดิ้นสะบัดสุดแรงเกิดด้วยความกลัวถึงขีดสุด ในที่สุดข้อมือก็พ้นพันธนาการ
มนต์เทวีออกวิ่งย้อนกลับไปทางที่เดินมา แต่เพียงไม่กี่ก้าวก็โดนรวบดึงไว้อีก ชายกักขฬะพูดอะไร เธอไม่รู้ เพราะได้ยินแต่เสียงร้องลั่นของตัวเอง กลิ่นฉุนของแอลกอฮอล์จากลมปากของคนที่กอดรัดเธออยู่ขณะนี้ ชวนให้คลื่นเหียนเป็นที่สุด รู้สึกเหมือนตัวเองถูกอุ้มตัวลอยขึ้นนิดๆ และไม่นานก็ล้มเค้เก้ไปตามแรงรัดของท่อนแขนล่ำ

          แล้วจู่ๆ อะไรบางอย่างก็ฉุดเธอให้ลุกขึ้นและปลิวละลิ่วไปตามแรงเหวี่ยง ดีที่สิ่งนั้นยังยึดเธอไว้ ไม่อย่างนั้นคงได้ล้มหน้ากระแทกดินเป็นแน่ หญิงสาวรีบตั้งสติ แลเห็นแผ่นหลังของร่างสูงใหญ่ยืนจังก้าเป็นกำแพงขวางระหว่างเธอกับไอ้ขี้เมาที่กำลังยักแย่ยักยันพยายามลุกขึ้นยืน

          ชายขี้เมาตะโกนด่าหยาบคายก่อนจะถลันเข้าหาหมายปล่อยหมัดใส่อีกฝ่าย แต่อาจเพราะฝ่ายตั้งรับสติดีกว่าจึงฉากหลบได้ทัน และสวนหมัดเข้าเต็มรักที่ใบหน้า เลือดสดไหลออกจมูกเติมความแดงให้ใบหน้าคนเมา มันสบถด่าหยาบคายยิ่งขึ้นเมื่อเห็นเลือดตัวเอง ถลึงตามองอย่างแค้นจัด ล้วงมือเข้าไปในเสื้อแจ็คเกตดึงปืนกระบอกเล็กออกมาเล็งคู่กรณี

          มนต์เทวีตกใจจนตัวแข็งเมื่อเห็นปากกระบอกปืนเล็งมาทางเธอและชายที่ช่วยเธอไว้ เสียงปืนดังขึ้นพร้อมๆ กับแรงกระชากฉุดเธอทรุดฮวบลงกับพื้น ตามมาด้วยเสียงเอะอะโวยวายของกลุ่มชายฉกรรจ์ที่วิ่งกรูกันเข้ามา

          แม้จะหมอบติดพื้นแต่หญิงสาวก็ยังตะลึงมองเหตุการณ์ เพื่อนของเจ้าขี้เมาช่วยกันยื้อยุด ทั้งลากทั้งดึงคนบ้าเลือดให้รีบกลับไปที่รถ หนึ่งในนั้นริบปืนไปจากมือคนอาละวาด คงเพราะกลัวจะปล่อยกระสุนออกมาปลุกชาวบ้านให้โทรแจ้งตำรวจอีกนัด ในขณะที่เสียงคำรามของรถเปิดประทุนค่อยๆ ห่างออกไป ขวัญและสติก็ค่อยๆ กลับคืนเรือน เริ่มรู้สึกถึงท่อนแขนหนักที่กอดศีรษะเธอไว้แน่น และตัวเธอก็ซุกอยู่ในอ้อมกอดของชายผู้ช่วยชีวิต

          “คุณ!” เธอเรียก พยายามผลักตัวเองออกจากการกอดกุม “คุณโอเคไหม”

          ไม่มีเสียงตอบจากชายปริศนา หญิงสาวเริ่มใจเสียเมื่อเห็นเขานิ่ง หรือว่าเขาจะ...โดนยิง...

          มนต์เทวีดึงตัวออกจากร่างหนาจนได้ แขนทั้งสองข้างที่กอดเธอไว้แผ่หงายลงกับพื้น

          “เฮ้ย! คุณ! อย่าเพิ่งตายนะ” หญิงสาวร้องลั่นอย่างตระหนก พยายามตรวจหาร่องรอยบาดแผลแต่ก็จนใจ เพราะบริเวณนั้นทั้งมืดและชื้นจนมองไม่ถนัด เธอเหลือบไปเห็นตู้โทรศัพท์อยู่ไม่ไกล แต่ยังไม่ทันจะลุกไปโทรขอความช่วยเหลือ ข้อมือก็ถูกยึดไว้

          “ผม...ไม่เป็นไร” เสียงชายหนุ่มแผ่ว “แค่จุกนิดหน่อย”

          หญิงสาวหันกลับไปมองเขา ใบหน้าในความสลัวลางนั้นคุ้นเหลือเกิน ไม่นานเธอก็จำได้ ชายคนนี้เป็นลูกค้าที่ร้านไก่ทอดของมาร์ธานั่นเอง ช่างบังเอิญเสียจริง และที่บังเอิญยิ่งกว่า เขาตอบเธอด้วยภาษาไทย

          “อ้าว! คนไทยเหมือนกันนี่นา” เธอเห็นเขายิ้มพรายทั้งๆ ที่ยังหลับตาพริ้ม เขาคงจุกตอนดึงเธอหลบภัย เพราะเอาตัวเองรองรับเธอไว้ไม่ให้กระแทกพื้น หญิงสาวพยายามนวดเฟ้นตามแขนขา เพราะไม่รู้จะช่วยอย่างไรได้มากไปกว่านี้ เมื่อเห็นเขายังนอนนิ่งก็อดลอบสังเกตใบหน้าขาวในความมืดนั้นไม่ได้ น่าแปลกที่ไรหนวดเคราไม่ทำให้ดูรกตา แต่กลับเหมือนเส้นกรอบที่ทำให้เครื่องหน้าโดดเด่นขึ้น จมูกโด่ง รับกับสันกราม ดูคมคาย ปากหนาเป็นกระจับได้รูปสวย อุตส่าห์มีรอยยิ้มระบายอยู่นิดๆ

          พักหนึ่งเขาก็ค่อยหยัดกายขึ้นนั่ง แล้วกลับเป็นฝ่ายถามเธอขึ้นก่อน “คุณเป็นอย่างไรบ้าง”

          มนต์เทวีรีบส่งยิ้มหวานให้ “ฉันไม่เป็นไร ขอบคุณมากนะที่ช่วยฉันไว้” แอบถอนหายใจโล่งอกเมื่อเห็นเขาลุกขึ้นยืนกระฉับกระเฉง ไม่มีท่าทีว่าบาดเจ็บใดๆ

          “บ้านอยู่ไหน ผมจะไปส่ง” เขาอาสา และเธอก็ตอบรับอย่างยินดี เพราะยังหวาดๆ กับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไป

          หิมะหยุดตกไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ สองหนุ่มสาวเดินเคียงกันไปตามถนน ชายหนุ่มแนะนำตัวเองว่าชื่อพีท เพื่อนของเขาอยู่อพาร์ตเม้นต์ใกล้ๆ กับที่เกิดเหตุ เขากำลังจะกลับโรงแรมที่พักตอนที่ได้ยินเสียงร้องของเธอ มนต์เทวีนึกขันตัวเองเมื่อเขาเล่าว่าเธอคงตกใจจนลืมตัวร้องตะโกนขอความช่วยเหลือและด่าเจ้าคนชั่วนั่นเป็นภาษาไทยปนอังกฤษ นี่ถ้าเขาไม่บังเอิญมาเจอเข้า เธอจะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้ แค่คิดก็รู้สึกหนาวสันหลังวาบ เมื่อนึกถึงนาทีวิกฤติที่รอดมาได้อย่างหวุดหวิด
ชายหนุ่มส่งเธอถึงบันไดอพาร์ตเม้นต์ ก่อนลากลับยังขยิบตา ล้อเธอว่า

          “บรรยากาศแบบนี้ไม่เหมาะกับการเดินคนเดียวเลยนะ จริงไหม”

          มนต์เทวีหัวเราะเสียงใสที่เขาจำคำที่เธอพูดกับเขาที่ร้านมาย้อนให้ “จริงที่สุดเลย!” เธอตอบก่อนโบกมือลา เปิดประตูเข้าด้านใน เดินอมยิ้มขึ้นไปจนถึงห้องพัก นึกถึงรอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าเข้มนั่นแล้ว อุณหภูมิหนาวเย็นยามค่ำคืนก็ราวกับจะอุ่นขึ้น มนต์เทวีเดินตรงไปที่หน้าต่าง มองหาฮีโร่ของเธอ หัวใจเต้นแรงขึ้นเมื่อเห็นเขายืนโบกมือให้จากทางเท้าด้านล่าง เธอโบกมือตอบ ถ้าเป็นหนุ่มคนอื่น อาจจะส่งจูบให้เป็นกำนัลแล้วตามประสาคนขี้เล่น แต่ไม่รู้ทำไมถึงไม่กล้า...กับเขา ได้แต่ยืนมองส่งเขาเดินจากไปจนลับตา

          เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เรียกใจที่เผลอลอยตามหนุ่มหน้าเข้มกลับมาที่ห้องพักหลังน้อย แต่ทันทีที่รับสายและรู้ว่าเป็นเสียงใคร มนต์เทวีก็อยากจะตัดสายทิ้ง
“อย่าเพิ่งวางนะคะ คุณมนต์ ได้โปรด” ปลายสายเหมือนจะรู้ทัน ละล่ำละลักต่อ “ดิฉันมีเรื่องสำคัญจริงๆ”

          มนต์เทวีเม้มปากแน่น ไม่อยากจะสนทนาต่อเลยจริงๆ แต่น้ำเสียงร้อนรนของอีกฝ่ายทำให้เธอตอบเสียงสะบัดกลับไปว่า “มีอะไรก็รีบพูดมา คนจะนอน ไม่รู้หรือไงว่าที่นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว”

          “ดิฉันทราบค่ะ แต่อาการของพี่...เอ่อ... คุณกำแหงกำเริบหนักค่ะ คุณมนต์รีบกลับมาดูแลคุณพ่อเถอะนะคะ”

          “อีกแล้วเหรอ” มนต์เทวีถอนหายใจอย่างระอา “พ่อจะใช้ไม้นี้ไปถึงเมื่อไหร่ มันไม่ได้ผลอีกแล้ว รู้ไว้ด้วย” หลายต่อหลายครั้งที่บิดาเอาอาการโรคหัวใจของตัวเองมา ‘หลอก’ ให้เธอกลับไปหา มนต์เทวียังจำได้ถึงครั้งล่าสุดที่เธอหลงเชื่อ พอกลับไปถึง ก็ได้เห็นภาพครอบครัวสุขสันต์อันมีบิดาของเธอ แม่เลี้ยง และลูกชายคนใหม่สนุกรื่นเริงอยู่ในงานเลี้ยงสังสรรค์ อุตส่าห์หอบหิ้วกันไปจัดถึงในโรงแรม...โรงแรมของแม่

          มันช่วยไม่ได้จริงๆ ที่หญิงสาวจะรู้สึกเจ็บแปลบในใจ ตรงที่ที่ควรจะเป็นของเธอกับแม่ กลายเป็นที่ของ ‘คนอื่น’ พ่อไม่ได้ต้องการเธอเลยสักนิด พ่อแค่ต้องการเครื่องประดับในงานเลี้ยงวันเกิดของ ‘ลูกชาย’ สุดที่รักของพ่อเท่านั้น 

          “ไม่นะคะ คุณมนต์ ครั้งนี้อาการคุณกำแหงหนักจริงๆ เธอล้มค่ะ นี่ดิฉันโทรจากโรงพยาบาล เขาพาคุณกำแหงเข้าห้องไอซียูไปตั้งนานแล้ว ยังไม่ออกมาเลยค่ะ” คนเล่าพูดเสียงสะอึกสะอื้นเสียจนคนฟังเริ่มใจแกว่ง...หรือคราวนี้จะของจริง

          ปลายสายเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่พ่อของมนต์เทวีหกล้มขณะไปออกรอบที่สนามกอล์ฟกับก๊วนสนิท เสียงเล่าเคล้าเสียงสะอื้น ถึงมนต์เทวีไม่ชอบหน้าแม่เลี้ยงนางซินของเธอ และไม่คิดจะญาติดีด้วย แต่ก็อดสงสารไม่ได้ ที่สำคัญเธอไม่คิดว่าแม่เลี้ยงจะร่วมมือกับพ่อมาบีบน้ำตาคร่ำครวญหลอกเธอ

          “ใจเย็นก่อนเถอะ นี่โทรหาลุงหมอหรือยัง” มนต์เทวีถามถึงคุณหมอคนสนิทของครอบครัว

          “คุณหมอชูศักดิ์เป็นคนพาเข้าห้องผ่าตัดเองค่ะ ดิฉันกลัวว่า...” ยังไม่ทันจบประโยคก็สะอื้นฮักอีก “คุณมนต์ รีบกลับมาเถอะนะคะ”

          มนต์เทวีรับคำไม่เต็มเสียงนัก ก่อนจะวางสายลงด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง วันนี้มันวันโลกาวินาศหรืออย่างไร เพียงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านไปนี่ เธอตกงาน โดนลวนลาม แถมปิดท้ายด้วยข่าวร้ายจากทางบ้าน

          หรือนี่เป็นสัญญาณว่า ‘เสรีภาพ’ ของเธอกำลังจะโบยบินจากไปในไม่ช้า